counter 87,531

Profile

นายกร เว็บมาสเตอร์
แก่นแท้ของชีวิตคืออะไรครับ? อยากใช้ชีวิตที่เรียบง่าย แต่มีความสุข

Calendar

August 2005
S M T W T F S
« Jul   Sep »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 

Recent Readers

You!
Join storythai!

http://homeiiz.hi5.com
HARNSSITY.
kkkitty88
-=SKiLLinG_RoLLeR=
PatTy9irL✿
sinsentido
JaH
kwaηg
PIIM
a bed
『 Sheen Happy !*』
----
DAIRUA
pair
Pink BerRy
thePAPPRENG
:: ++ ENERGETIC ++ ::
LUKPEAR ❤


My Links


Favorite music


My Favorites


My Connect





Mars magazine

ขอเอาบทความที่น้องฝนสัมภาษณ์ผมลงใน Mars เล่ม January 2005
มาลงเก็บไว้หน่อยคับ :)
@@@@@@@@

วันนี้หนังสือ mars เพิ่งวางแผง เราเลยเอาบทสัมภาษณ์ที่เราเขียนถึงพี่กร
เว็บมาสเตอร์ของ storythai เว็บไดอารี่ที่เราใช้มานาน
และถือเป็นโลกที่เรารักมากๆ มาเล่าถึง :)
ป.ล.แต่การเว้นวรรคตอนในนี้อาจจะงงนะ เพราะว่าหน้าไดอารี่มันจำกัดอะ

The Diary Maker : อลงกรณ์ สงวนหล่อสิทธิ์

ในโลกไซเบอร์มีพื้นที่และรูปแบบการใช้งานอย่างไม่จำกัด
สำหรับวัยรุ่นไทย, นอกจากส่งอีเมล, เข้าห้องแชต หรือเล่นเกมออนไลน์แล้ว
การเขียนและ ‘เม้นต์’ (comment) ไดอารี่ดูจะเป็นเทรนด์ที่พวกเขาให้ความสนใจ
ไม่ต่างไปจากการเปลี่ยนมือถือรุ่นใหม่ๆ ... ความหมายของการเขียนไดอารี่
ที่เคยมีอยู่เพียงบนหน้ากระดาษในสมุดจดไม่ได้ถูกจำกัด
แต่กลับดูหวือหวาและมีออปชั่นมากขึ้น

อลงกรณ์ สงวนหล่อสิทธิ์ ชายหนุ่มวัย 24 ปี บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์
จากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นเว็บมาสเตอร์ของ storythai.com
ไดอารี่ออนไลน์ที่มีผู้ใช้บริการวนเวียนมาเขียนเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองหมื่นคน
และอยู่มานานกว่า 4 ปีแห่งนี้ บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงและกระแสความนิยมที่เกิดขึ้น

คงไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป, อลงกรณ์หลงใหลการเล่มเกมในโลกไซเบอร์
ความคลุกคลีที่เกิดขึ้นตรงนั้นทำให้เขารู้จักโลกออนไลน์กว้างไกลมากขึ้น
สมัยเรียนปี 1 เว็บไซต์ sanook.com และ yahoo.com คือสังคมแรกๆ ที่เขาค้นพบ
การรับส่งอีเมลบ่อยๆ ทำให้เขาได้อ่านบทความดีๆ จากฟอร์เวิร์ดอีเมล
จนสนใจอยากจะสร้างเว็บไซต์ขึ้น เพื่อรวบรวมเรื่องราวดีๆ เหล่านั้นแบ่งปันให้คนอื่นอ่าน
ความละลานตาที่เกิดยิ่งสนุกสนานเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อเขาได้ลองใช้โปรแกรม IRC
และสร้างห้องแชตของตัวเองที่ชื่อว่า ‘เกษตรน่ารัก’
เขาเริ่มมีกลุ่มเพื่อนๆ ในโลกอินเตอร์เน็ตจากตรงนั้น

"ความคิดที่อยากจะมีเว็บเกิดจากการได้อ่านฟอร์เวิร์ด’เมล
ผมรู้สึกว่าเรื่องที่ชอบมีเยอะมากจนอยากให้คนอื่นอ่านด้วย
เลยเริ่มทำเว็บโดยที่ไม่มีความรู้มาก่อน
แต่อาศัยโปรแกรมสำเร็จรูปอย่าง Frontpage
เว็บผมออนไลน์ครั้งแรกประมาณเดือนตุลาคมปี 2543

“ตอนนั้นพี่ออฟซึ่งเป็นเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตที่ผมสนิทเพิ่งอกหักจากแฟน
เขาก็เข้ามาเขียนระบายเรื่องตัวเองในเว็บบอร์ด
ผมเลยสร้างห้องให้เขาและเริ่มเห็นว่าดูเข้าท่าดีเหมือนกัน
จนเกือบสิ้นปีผมคิดว่าเขียนในเว็บบอร์ดไม่สวย
อยากให้มีพื้นที่เป็นส่วนตัว ที่ทำให้คนเข้ามาอ่านรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นโลกของเรา
ตอนนั้นเลยไปหาหนังสือเขียน script มาอ่าน เพราะอยากทำเว็บเป็นเรื่องเป็นราว
ในช่วงแรกเลยจะทำเป็นแบบฟอร์มให้คนใส่ข้อมูลแล้วมาแสดงที่หน้าเว็บ
ใครจะมาเขียนไดอารี่ของตัวเองก็ได้ แต่ยังไม่มีกล่องคอมเม้นต์
พอทำเสร็จ ผมเอาไปโปรโมตในห้องแชตของตัวเองก่อน
ซึ่งผลตอบรับที่กลับมาจากคนทั่วๆ ไป เขามักถามว่า
ทำไมต้องเอาเรื่องส่วนตัวมาป่าวประกาศ เขียนในสมุดตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ
แต่ผมคิดว่าแค่เขียนเรื่องเล่าแล้วเอามาแบ่งกันอ่านเท่านั้นเอง
ปกติผมจะเขียนไดอารี่ในสมุดอยู่แล้ว บอกเล่าความรู้สึกและชีวิตในแต่ละวันของเรา”

หากถามว่าเมื่อ 4 – 5 ปีที่แล้ว เว็บลักษณะนี้ของคนไทยมีอยู่มากน้อยแค่ไหน
ต้องตอบว่ายังไม่มีเว็บอื่นที่เปิดให้สมัครเป็นเว็บไดอารี่อย่างจริงจัง
แต่มีการวมลิงค์ใน thaidiarist.com เว็บของผู้คนที่รักการเขียนไดอารี่
ซึ่งมีพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมและทำเว็บ
โดยนำเอาไดอารี่ของตนเองไปฝากไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง
ณ พื้นที่ตรงนั้นมี ‘เก่ง’ แห่ง keng.com ที่คนในวงการนี้ยกย่องว่าเป็นผู้เริ่มต้น

“ตอนนั้นไม่ได้สนใจว่ามีเว็บแบบนี้ที่ไหนหรือเปล่า
แค่อยากทำให้พี่เขาได้เขียนไดอารี่เล่าเรื่องของตัวเอง
แต่ไหนๆ จะทำโปรแกรมแล้วก็อยากให้คนอื่นมาสมัครได้ด้วย
แต่ไม่ได้คิดเรื่อง community หรือสังคมที่ไม่น่าเชื่อว่าจะผูกพันได้ขนาดนี้
ช่วงนั้นมีคนที่มีชื่อเสียงหรือดาราทำเว็บไดอารี่อยู่บ้าง แต่ยังไม่เยอะ”

แล้วใครล่ะ? คือกลุ่มคนที่อยากเล่าเรื่องราวของตัวเองซึ่งไม่มีใครรู้จักให้คนอื่นฟัง
อลงกรณ์ตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนไทยในเมืองนอกที่เหงา คิดถึงบ้าน
อยากระบายความรู้สึกส่วนตัว อีกกลุ่มคือคนที่สนใจในการเขียนไดอารี่จริงๆ
แต่เหตุผลที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจการเขียนไดอารี่ออนไลน์ในวันนี้
ต่างกับเมื่อ 3 – 4 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

“คนที่เข้ามาเขียนแรกๆ จะจำกัดอยู่ที่นักเรียนนอกและนักศึกษามหาวิทยาลัย
ตอนนี้กลายเป็นว่ากว้างไปทุกที่ คือคนใช้อินเตอร์เน็ตจะรู้จักไดอารี่ออนไลน์
ปัจจุบันแนวโน้มของคนที่มาเขียนใน storythai เด็กลงมากๆ

“ตอนนี้การเขียนไดอารี่กลายเป็นเรื่องที่เด็กๆ ชอบพูดคุยกันในหมู่เพื่อน
ไม่ต่างไปจากแฟชั่นหรือมือถือ อย่างเด็กผู้หญิงในโรงเรียนเขาจะพูดกันว่า
เพื่อนคนนั้นอัพไดฯ ดาราอัพไดฯ แล้ว เธอไปอ่านหรือยัง ไดฯ เธอสวยมั้ย
เลยกลายเป็นกระแสที่ว่าใครไม่มีไดฯ จะตกยุค
เขาเลยต้องไปขวนขวายข้อมูลในการสร้างไดฯ
นี่เป็นข้อดีเหมือนกัน เพราะเด็กๆ มีความพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปโดยอัตโนมัติ
อย่างเช่นเรื่องของ html, java หรือโปรแกรมแต่งภาพ เพื่อทำให้ไดอารี่สวย
ดีไซน์แตกต่าง ไม่เหมือนใคร มีภาพเคลื่อนไหว
แถมบางคนยังเอาเพลงของศิลปินที่ตัวเองชอบมาใส่ไว้ด้วย

“ผมว่าถ้าเอาทฤษฎีของกระแสมาจับและมองความเปลี่ยนแปลง
มันเป็นการสร้างกระแสที่เริ่มจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่รักและชอบมันจริงๆ
แล้วพวกเขาก็ช่วยกันแนะนำให้คนอื่นได้รู้จัก
จนถึงในระดับหนึ่งที่คนทั่วไปรู้สึกว่ามันดีและมีประโยชน์
เลยทำให้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว”

อลงกรณ์บอกว่า จำนวนคนที่ลงทะเบียนกับ storythai ตอนนี้มีประมาณเจ็ดหมื่นชื่อ
ซึ่งคนที่วนเวียนมาเขียนอยู่เป็นประจำภายในหนึ่งเดือนมีอยู่ประมาณสองหมื่นกว่าๆ
นั่นทำให้เขาต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดของ server รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างมาโดยตลอด

“เดือนนี้ครบ 4 ปีแล้ว ผมปรับโครงสร้างไปตามการย้าย hosting
ปีที่ผ่านมามีคนเข้าเยอะมากจนเว็บ hosting ดาวน์ เราต้องย้ายออก
ถือเป็นวิกฤต คือเว็บไม่มีที่จะซุกหัว ไม่มีบ้านจะอยู่
ดังนั้น ผมเลยคิดว่าจะทำยังไงให้เว็บเรามี hosting อยู่เพื่อบริการสมาชิกได้
สรุปได้ว่าถ้าผมทำธุรกิจทางด้านอินเตอร์เน็ตไปด้วย
จะสามารถ cover ค่าใช้จ่ายได้ เลยเริ่มทำธุรกิจเป็น web hosting

“ตอนแรกที่ทำเว็บยังไม่มีค่าใช้จ่ายเลย แต่พอเริ่มคิดว่าจะทำเป็นธุรกิจ
มันเริ่มมีเรื่องค่าใช้จ่ายเข้ามา ต้องลงทุนเป็นแสน
มันเยอะมากสำหรับผมซึ่งเป็นนักศึกษาและยังไม่มีงานทำ
วิธีการที่ใช้ตอนนั้นคือไปคุยกับเพื่อนในก๊วนเดียวกันว่าธุรกิจนี้น่าสนใจ

"ปรากฏว่าปีหลังๆ มาสถานการณ์ดอตคอมในเมืองไทยไม่บูมแล้ว
หาโฆษณาในเว็บได้น้อย ในขณะเดียวกัน user เขาจะชินอยู่กับการได้ใช้ฟรี
เว็บจะมีโฆษณายังไงก็ได้ แต่ขอให้ได้ใช้ฟรีก็พอ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย
เป็นหน้าที่ของเจ้าของเว็บที่ต้องดูแลดิ้นรนเอง นี่คือความคิดของคนทั่วๆ ไป”

เช่นเดียวกันกับสถานการณ์ของ storythai อลงกรณ์ตั้งใจไว้ว่า
จะทำเว็บที่ผู้ใช้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ในช่วงต้นๆ ธุรกิจของเขาต่ำกว่าที่นึกเอาไว้
บางเดือนเท่าทุน บางเดือนขาดทุน จนเริ่มทำให้เขาพบว่ามันเป็นปัญหายิ่งใหญ่ในชีวิตช่วงนั้น

“พอเรียนจบมีผมดูแลเป็นหลักคนเดียว เพื่อนๆ เริ่มไปทำงานอื่น
เพราะตอนที่จบมาใหม่ๆ ทำเว็บเป็นงานหลักแล้วอยู่ไม่ได้
ผมรู้สึกท้อแท้มากๆ จนถึงขั้นจะปิดเว็บ
ตอนนั้นเพิ่งอายุ 20 ผมเลยมานั่งคิดว่าจะไปหางานทำเป็นวิศวกรดีมั้ย
หรือว่าจะกัดฟันทำธุรกิจนี้ต่อไป

“ตอนที่สิ้นหวัง ผมเขียนบทความไปแปะในเว็บเล่าว่าชีวิตเราแย่แล้ว
ถ้าผมเก็บเงินค่าสมาชิกมันจะ work หรือเปล่า
ผมคิดตรงนี้มาเป็นทางแก้เพื่อให้เว็บอยู่ได้ และเราก็อยู่ได้ด้วย
เพราะไม่ใช่แค่เว็บอยู่ได้ส่วนเราอยู่ไม่ได้มันก็พังเหมือนกัน
เลยเริ่มเก็บเงินค่าสมาชิกจาก Full Member ขึ้นมา
แต่ยังมีสมาชิกแบบที่ใช้ฟรีอยู่ด้วย
ตอนนั้นผมบอกตัวเองว่าถ้าหนึ่งเดือนแล้วไม่มีคนสนใจ
ผมจะเลิกทำและกลับไปหาชีวิตปกติ ทำงานอย่างที่เรียนมา
ปรากฏว่าผ่านไปหนึ่งเดือนมันดีกว่าที่เราคิดเอาไว้เยอะ
มีคนช่วยเยอะมาก จนเราอยู่ได้ ชีวิตดีขึ้น มีกำลังใจมากขึ้น”

จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ อลงกรณ์คิดว่าหากเรามีความสนใจสิ่งใดให้มุ่งมั่นกับสิ่งๆ นั้น
โดยทดลองและเรียนรู้ว่าเหมาะสมกับเราจริงๆ หรือไม่

“สิ่งที่ทำเกิดจากแรงบันดาลใจล้วนๆ และเป็นแรงบันดาลใจที่มีคนสนับสนุนด้วย
จนถึงจุดจุดหนึ่งเราก็แปลงร่างมันเป็นธุรกิจครึ่งหนึ่ง เป็นความฝันครึ่งหนึ่ง
คือทำในสิ่งที่รักและให้ชีวิตเราอยู่ได้โดยไม่ลำบาก
ทั้งหมดคือชีวิตเราที่ต้องเติบโตไปเรื่อยๆ
อะไรที่เราคิดขึ้นมาแล้วมีโครงสร้างที่ดีมันจะสามารถเดินหน้าไปได้
และความฝันของเราจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น”

แล้วในแง่ของการใช้ชีวิตผูกพันกับโลกไซเบอร์ล่ะ
มันทำให้ชีวิตด้านอื่นๆ ของเขาเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน
เพราะมีบางคนมองว่าเป็นสิ่งไร้สาระที่แย่งเวลาส่วนตัวไป

“ผมอยู่ใกล้ชิดกับอินเตอร์เน็ตมาตลอด
ผมมองว่ามันเป็นเครื่องมือในการจัดการความเหงาในรูปแบบหนึ่ง
เป็นเครื่องมือที่มนุษย์คิดขึ้นมาเพื่อให้เขามีอิสระมากขึ้นในการคิด
การติดต่อถึงกันและกัน หรืออิสระในการนำเสนอตัวเอง
แต่สุดท้ายแล้วเราทุกคนจะดีหรือไม่ดี มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเหล่านั้นหรอก
อยู่ที่ตัวเองมากกว่า อย่างการใช้อินเตอร์เน็ต ถ้าเราหมกมุ่นกับมันมากเกินไป
ชีวิตจริงเราจะน้อยลง การปฏิสัมพันธ์กับคนธรรมดาน้อยลง
ทำให้ไม่ได้ฝึกฝนการคิดและการลงมือทำงาน
ผมว่าอินเตอร์เน็ตมันมีข้อดีข้อเสียของมันเอง
จริงๆ แล้วทุกอย่างก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ใช้มากเกินไป
แต่รู้จักความพอดี เราจะได้พบกับสิ่งที่วิเศษสุด”

ป.ล. ไหนๆ ก็ลงมาซะยืดยาว ถ้าอยากอ่านคอลัมน์อื่นๆ ของ mars
เข้าไปดูได้ที่ www.marsmag.net

รูปในหนังสือ Mars ที่แสกนไว้คับ (121.38 KB)

#1+ แบบว่า



+ แวะมา



+ อัพ แย้ว ค่ะ



+ ไปล่ะ



+ ได สวย ดีอ่า



+ มิสค่า



.........................
Pingezy + +on 2005-08-16 19:30:00
#2เจ๋งจิงๆ เว็บมาสเตอร์ของพวกเรา ;D



อืมม.. จิงอะพี่ ไดอารี่กลายเป็นแฟชั่นไปละ



แต่ก็มีไม่น้อยหรอกที่ไม่คิดว่ามันคือแฟชั่น



ปล. พี่กรจำฝนได้ป่าว ตอนงาน ict 2004 น่ะ
on 2005-08-16 19:34:48
#3เอ่อ .. ซื้อแล้วเหอะ เปลืองตังจิง .. แบร่..



อ่านไดเก่ามะได้ ก้อ ปิดหมดไง ..ขี้เกียจ ให้มันออนไลไว้ อิอิ
SiMplY Me ^.^ iGifton 2005-08-16 20:48:09
#4เก่าเกิ๊น แระแก..
on 2005-08-16 23:53:16
#5ดีจ้าสู้ๆ ต่อไปนะจ้ะ..จะเก็บไว้เป็นต้นแบบเวลาท้อแท้หมดกำลังใจค่ะ
millionairon 2005-08-18 13:20:49
#6เป็นเด็กคิดได้ขนาดนี้สุดยอดค่ะ..ขอยกย่องและเอาเป็นแบบอย่างนะคะ...จะสู้เหมือนกันค่ะ..ถ้าวันไหนท้อแท้จะเข้ามาอ่านนะคะ...เจ๊ดันค่ะ
millionairon 2005-08-18 13:24:58
#7มาเม้นหั้ยอ่าคร่า



แร๊วก้อมีเรื่องจาถาม

คือพอลอกอินแร๊ว

เข้าปัยอัพไดหรือว่าทามอย่างอื่น

มานก้อจาขึ้นว่า คุนออกจากระบบแร่วหรือว่าตรวดเชค คุ๊กกี้อ่าคร่า

ต้องทามงายหรอค่ะ

เพาะว่าจาอัพไดอ่าคร่า



ช่วยปัยตอบด้วยนะคะ

นัยไดอ่ะคร่า

จะขอบคุนมากๆๆ



นิม *on 2005-08-22 21:13:13
#8แวะมาโฉบ

บางอ๋อเลย

รูที่มาที่ไปเลย

tank Q
HQ.on 2005-08-23 11:58:50
#9ดองนานไปเป่าค๊า
on 2005-08-26 20:58:56
#10มัวแต่นั่งดู Full House แหงๆ ไม่มาอัพได - -"
on 2005-08-28 00:03:53
#11รักนะ
แนน เด็กseedon 2006-02-02 09:50:49
#12อยารู้จักจัง
ฝ้ายon 2006-06-25 17:59:06

Post Comment






พิมพ์ตัวอักษรตามที่เห็น
คำว่า "สีแดง" ภาษาอังกฤษสะกดว่าอยา่งไร? (คำถามป้องกันสแปม)







♪แชทรูม

Firefox 2
แก้ปัญหาเม้นไอคอนไม่ติด ด้วย Firefox

9korn Mars magazine