HBD&วัดพระธรรมกาย
24 กุมภาพันธ์
วันนี้วันเกิดของเราเอง ไม่ได้ทำอะไรมากมาย ก็เหมือนวันอื่นๆทั่วๆไปธรรมดาๆ
ยังคงตื่นสาย 10โมง อาบน้ำกินข้าว แล้วมาทำงานเที่ยงเหมือนเดิม...
เมื่อวาน..
ไปวัดพระธรรมกาย เนื่องในวันมาฆบูชา
เป็นครั้งแรกทีได้ไปวัดนี้นับจากเมื่อตอนเด็กๆเคยไปมาหลายครั้ง
ความรู้สึกครั้งกระโน้นกะครั้งนี้มันต่างกันมากเหมือนกันนะ
เมื่อเด็กๆที่ไป ไม่ได้มีจุดหมายอะไรมากกว่า คุณป้าพาไป ทำบุญ พาไปซื้อหนังสือ ไปวิ่งเล่น มองวัดเหมือนโลกใบใหญ่ๆใบนึง
แต่ตอนนี้..
ไปแล้วพยายามสังเกตและคิดตามในหลายๆอย่าง คิดตามไปว่าทำไมเค้าถึงต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้.. เรายอมรับว่าเราทำบุญไม่ได้บริสุทธิ์ใจ
เหมือนแต่ก่อน หลายครั้งที่รู้สึกว่า มันแตกต่าง.. แตกต่างกับวัดในพระพุทธศาสนาแบบที่เราเคยเห็น
ที่ต่างมากๆและเรารู้สึกได้คือ เราไม่เห็นรูปหล่อพระพุทธเจ้าเป็นพระประธานในแบบที่เราเคยเห็น แต่กลับเป็นรูปพระธรรมกาย กายธรรมเป็นพระประธาน
ไม่ค่อยมีการพูดถึงนิพพานในแบบที่เราเคยได้รู้ ไม่มีการพูดถึงกิเลส และวิธีการในการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ใดๆ นอกจากวิชชาธรรมกาย
แต่เรื่องที่พูดถึงเป็นหลักและมากที่สุดคือ เรื่องของบุญ การสั่งสมบารมี รวมทั้งเรื่องของนรกและสวรรค์ ให้กลัวบาปและการทำบุญ
ซึ่งก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดอะไร เพียงแต่ว่ามันไม่ครบอย่างที่มันควรจะเป็น
เหมือนเป็นการเลือกที่จะพูดบางอย่าง และเลือกที่จะข้ามอะไรบางอย่าง
1. ไม่มีรูปหล่อพระพุทธเจ้าเป็นพระประทาน แต่แทนที่ด้วยรูปหล่อของพระธรรมกาย
2. ไม่มีการพูดถึงการตัดกิเลส และการปฏิบัติเพื่อตัดกิเลสแบบใช้ปัญญา แต่ใช้ความเชื่อและการอธิษฐาน
3. พูดเรื่องการทำบุญ เช่น การถวายทาน การบูชาเจดีย์ การนั่งสมาธิในแบบวิชชาธรรมการ เป็นหลัก
4. สอนให้เชื่อและศรัทธาทุกอย่างโดยไม่ต้องใช้ปัญญาเราคิดเท่าไหร่ เป็นความเชื่อแบบ ครบ พร้อมสรรพ และสำเร็จรูป
5. พูดถึงความดีและสรรเสริญปราชญ์ของวัดในทุกๆที่ ทุกเวลาและทุกโอกาสที่จะทำได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ที่จะทำให้คนนึกถึงความดีและมีแบบอย่าง.. แต่มันมากไปหรือเปล่า?
6. วัดแห่งนี้เป็นตัวอย่างของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแนวใหม่ คือไม่ยึดติดกับพระไตรปิฏกและรูปแบบเดิมๆ แต่เลือกมาแค่บางอย่างและทำให้มันดูดี และใหม่
เราไม่ได้วิจารณ์เพราะไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วย เพียงแต่บอกเฉยๆว่ามันต่างออกไปอย่างไร เหมือนเมื่อก่อนกว่าเราจะได้กินข้าวสักมือต้องมีการเตรียมการหลายอย่าง
กว่าจะได้ข้าว ได้ปลา และมาเป็นกับข้าว ซึ่งกว่าที่จะได้กินนั้น คนเหล่านี้ก็ได้เรียนรู้วิธีการต่างๆมากมาย และ "เป็น" จริงๆ ส่วนวิธีการใหม่เหมือน.. โจ๊กเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
เราเพียงเรียนรู้ที่จะเปิดซอง แกะถ้วยและใส่น้ำร้อน... เท่านั้นที่เราต้องเรียนรู้
แต่ก็จะบอกว่า... วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ดี
เพียงแต่เราต้องยอมเปลี่ยนรสนิยมจากอาหารรสชาติแบบนึง มาเป็นอีกรสนึงเท่านั้น
หากอยากรู้ว่า ที่เขียนมานี่มันหมายความว่ายังไงแน่ ต้องลองพิสูจน์ดู
พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในกาลามสูตรว่า สิ่งเดียวที่เชื่อได้คือ การพิสูจน์และเห็นจริงด้วยตัวเองเท่านั้น
เพราะฉะนั้น.. ต้องลอง
"เอาบุญมาฝากนะครับ"
วันนี้วันเกิดของเราเอง ไม่ได้ทำอะไรมากมาย ก็เหมือนวันอื่นๆทั่วๆไปธรรมดาๆ
ยังคงตื่นสาย 10โมง อาบน้ำกินข้าว แล้วมาทำงานเที่ยงเหมือนเดิม...
เมื่อวาน..
ไปวัดพระธรรมกาย เนื่องในวันมาฆบูชา
เป็นครั้งแรกทีได้ไปวัดนี้นับจากเมื่อตอนเด็กๆเคยไปมาหลายครั้ง
ความรู้สึกครั้งกระโน้นกะครั้งนี้มันต่างกันมากเหมือนกันนะ
เมื่อเด็กๆที่ไป ไม่ได้มีจุดหมายอะไรมากกว่า คุณป้าพาไป ทำบุญ พาไปซื้อหนังสือ ไปวิ่งเล่น มองวัดเหมือนโลกใบใหญ่ๆใบนึง
แต่ตอนนี้..
ไปแล้วพยายามสังเกตและคิดตามในหลายๆอย่าง คิดตามไปว่าทำไมเค้าถึงต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องทำอย่างนี้.. เรายอมรับว่าเราทำบุญไม่ได้บริสุทธิ์ใจ
เหมือนแต่ก่อน หลายครั้งที่รู้สึกว่า มันแตกต่าง.. แตกต่างกับวัดในพระพุทธศาสนาแบบที่เราเคยเห็น
ที่ต่างมากๆและเรารู้สึกได้คือ เราไม่เห็นรูปหล่อพระพุทธเจ้าเป็นพระประธานในแบบที่เราเคยเห็น แต่กลับเป็นรูปพระธรรมกาย กายธรรมเป็นพระประธาน
ไม่ค่อยมีการพูดถึงนิพพานในแบบที่เราเคยได้รู้ ไม่มีการพูดถึงกิเลส และวิธีการในการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ใดๆ นอกจากวิชชาธรรมกาย
แต่เรื่องที่พูดถึงเป็นหลักและมากที่สุดคือ เรื่องของบุญ การสั่งสมบารมี รวมทั้งเรื่องของนรกและสวรรค์ ให้กลัวบาปและการทำบุญ
ซึ่งก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดอะไร เพียงแต่ว่ามันไม่ครบอย่างที่มันควรจะเป็น
เหมือนเป็นการเลือกที่จะพูดบางอย่าง และเลือกที่จะข้ามอะไรบางอย่าง
1. ไม่มีรูปหล่อพระพุทธเจ้าเป็นพระประทาน แต่แทนที่ด้วยรูปหล่อของพระธรรมกาย
2. ไม่มีการพูดถึงการตัดกิเลส และการปฏิบัติเพื่อตัดกิเลสแบบใช้ปัญญา แต่ใช้ความเชื่อและการอธิษฐาน
3. พูดเรื่องการทำบุญ เช่น การถวายทาน การบูชาเจดีย์ การนั่งสมาธิในแบบวิชชาธรรมการ เป็นหลัก
4. สอนให้เชื่อและศรัทธาทุกอย่างโดยไม่ต้องใช้ปัญญาเราคิดเท่าไหร่ เป็นความเชื่อแบบ ครบ พร้อมสรรพ และสำเร็จรูป
5. พูดถึงความดีและสรรเสริญปราชญ์ของวัดในทุกๆที่ ทุกเวลาและทุกโอกาสที่จะทำได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ที่จะทำให้คนนึกถึงความดีและมีแบบอย่าง.. แต่มันมากไปหรือเปล่า?
6. วัดแห่งนี้เป็นตัวอย่างของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแนวใหม่ คือไม่ยึดติดกับพระไตรปิฏกและรูปแบบเดิมๆ แต่เลือกมาแค่บางอย่างและทำให้มันดูดี และใหม่
เราไม่ได้วิจารณ์เพราะไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วย เพียงแต่บอกเฉยๆว่ามันต่างออกไปอย่างไร เหมือนเมื่อก่อนกว่าเราจะได้กินข้าวสักมือต้องมีการเตรียมการหลายอย่าง
กว่าจะได้ข้าว ได้ปลา และมาเป็นกับข้าว ซึ่งกว่าที่จะได้กินนั้น คนเหล่านี้ก็ได้เรียนรู้วิธีการต่างๆมากมาย และ "เป็น" จริงๆ ส่วนวิธีการใหม่เหมือน.. โจ๊กเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
เราเพียงเรียนรู้ที่จะเปิดซอง แกะถ้วยและใส่น้ำร้อน... เท่านั้นที่เราต้องเรียนรู้
แต่ก็จะบอกว่า... วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่ดี
เพียงแต่เราต้องยอมเปลี่ยนรสนิยมจากอาหารรสชาติแบบนึง มาเป็นอีกรสนึงเท่านั้น
หากอยากรู้ว่า ที่เขียนมานี่มันหมายความว่ายังไงแน่ ต้องลองพิสูจน์ดู
พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในกาลามสูตรว่า สิ่งเดียวที่เชื่อได้คือ การพิสูจน์และเห็นจริงด้วยตัวเองเท่านั้น
เพราะฉะนั้น.. ต้องลอง
"เอาบุญมาฝากนะครับ"


