counter 86,977


Rainny s day

สวัสดี ไดอารี่

เมื่อวานนี้วันฝนตก ..
ตอนเช้าฉันตื่นมาประมาณสัก 10 โมงกว่าๆเห็นจะได้ อาบน้ำ เอาผ้าไปซัก กินข้าวเสร็จกับมาเอาผ้าไปตาก
แล้วก็แต่งตัวออกไปเซ็นทรัล เพราะจะไปเจอเพื่อนๆ เจอเมย์ เจอออม เจอโจ๋ เจอจ๋า เจออุ๋ม เจอก้อย เจอเป้ เจอบัวแล้วก็แฟนบัว
นัดเจอกันที่ สตาร์บัค แล้วก็เอาหนังสือไดอารี่ทำมือของเราไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ออม* ด้วย
อยู่สตาร์บัคกันสักพักใหญ่ๆ พวกผู้หญิงก็เมาส์กันสุดยอด เราก็ เหอๆ อัปเดทข่าวสารในวงการไดอารี่

เสร็จจากที่นี่ก็ไปต่อกันที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม ที่อยู่ใน Food village ของเซ็นทรัลลากพร้าว..
ซึ่งเราขอบทำเลแล้วก้การตกแต่งของ Food village มากๆเลย สวยดีแล้วก็ดูดีมากๆน่าไปนั่งจัง ไปึงก็ต่างคนต่างสั่ง
ที่จริงเราเพิ่งเคยกินหล่ะ ร้านเนี่ยอ่ะ เพราะเมเจอร์รัชโยธินแถวๆบ้านไม่มีก็เลยไม่ค่อยได้กิน เอ.. หรือมีหว่า
แต่รวมๆแล้วอาหารอร่อยอ่ะแล้วก็ไม่แพงด้วย น่านั่งมากๆ ว่างๆจะพาคนรู้ใจมานั่งบ้างหล่ะ

มาเซ็นทรัลคราวนี้ได้หนังสือ จาวาสคริปส์มาเล่มนึง แล้วก็กระดาษกะเอามาทำปกสมุด แล้วก้เทป "Black Album"
ที่อยากได้มาหลายวันแล้วเพราะว่ามัน "เพราะดี" จริงๆนะ

กว่าจะได้แยกย้ายกันจริงๆก็เกือบๆจะ 6 โมง.. ก่อนกลับบ้านเราก็แวะไปซื้อชั้นใส่ของที่โลตัสก่อน พอซื้อเสร็จปรากฎว่าฝนตกหนักสุดๆ กลับบ้านไม่ได้ แท๊กซี่ก็ไม่มี.. ต้องรอจนฝนซาๆแล้วก็หิ้วของไปโบกแท๊กซี่ฝั่งตรงข้าง ซึ่งกว่าจะได้ก็ เปียกแล้วเปียกอีก
คนขับรถนิสัยแย่ๆก็ ไม่ค่อบชะลอความเร็วตรงป้ายรถเมล์ น้ำกระเด็นเปียกอยู่ประมาณ 2 รอบ
แต่ในที่สุดก็กลับบ้านมาได้เหนื่อยๆมาก

พอตกดึกๆ อุ๊ sms มาว่าถ้ายังไม่นอนให้โทรกลับด้วย แต่เรากำลังนั่งเขียนงานอยู่ก็เลยรอแป๊ปนึงแล้วโทรกลับ
แต่บังเอิญว่าเมื่อวานเราค่อนข้างเครียด พอคุยกันไปได้ไม่เท่าไหร่เราเครียดๆจนน้ำเสียงเหมือนโกรธ ที่เค้าถามโน่นถามนี่มากๆ
จนในที่สุดก้คุยต่อไม่ได้ ไม่เข้าใจกันอีก.. เฮ่อเหนื่อย

แต่สุดท้ายก็ดีกันแหละ.. เป็นอย่างงี้ประจำ


Rainny s day

สวัสดี ไดอารี่

เมื่อวานนี้วันฝนตก ..
ตอนเช้าฉันตื่นมาประมาณสัก 10 โมงกว่าๆเห็นจะได้ อาบน้ำ เอาผ้าไปซัก กินข้าวเสร็จกับมาเอาผ้าไปตาก
แล้วก็แต่งตัวออกไปเซ็นทรัล เพราะจะไปเจอเพื่อนๆ เจอเมย์ เจอออม เจอโจ๋ เจอจ๋า เจออุ๋ม เจอก้อย เจอเป้ เจอบัวแล้วก็แฟนบัว
นัดเจอกันที่ สตาร์บัค แล้วก็เอาหนังสือไดอารี่ทำมือของเราไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ออม* ด้วย
อยู่สตาร์บัคกันสักพักใหญ่ๆ พวกผู้หญิงก็เมาส์กันสุดยอด เราก็ เหอๆ อัปเดทข่าวสารในวงการไดอารี่

เสร็จจากที่นี่ก็ไปต่อกันที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม ที่อยู่ใน Food village ของเซ็นทรัลลากพร้าว..
ซึ่งเราขอบทำเลแล้วก้การตกแต่งของ Food village มากๆเลย สวยดีแล้วก็ดูดีมากๆน่าไปนั่งจัง ไปึงก็ต่างคนต่างสั่ง
ที่จริงเราเพิ่งเคยกินหล่ะ ร้านเนี่ยอ่ะ เพราะเมเจอร์รัชโยธินแถวๆบ้านไม่มีก็เลยไม่ค่อยได้กิน เอ.. หรือมีหว่า
แต่รวมๆแล้วอาหารอร่อยอ่ะแล้วก็ไม่แพงด้วย น่านั่งมากๆ ว่างๆจะพาคนรู้ใจมานั่งบ้างหล่ะ

มาเซ็นทรัลคราวนี้ได้หนังสือ จาวาสคริปส์มาเล่มนึง แล้วก็กระดาษกะเอามาทำปกสมุด แล้วก้เทป "Black Album"
ที่อยากได้มาหลายวันแล้วเพราะว่ามัน "เพราะดี" จริงๆนะ

กว่าจะได้แยกย้ายกันจริงๆก็เกือบๆจะ 6 โมง.. ก่อนกลับบ้านเราก็แวะไปซื้อชั้นใส่ของที่โลตัสก่อน พอซื้อเสร็จปรากฎว่าฝนตกหนักสุดๆ กลับบ้านไม่ได้ แท๊กซี่ก็ไม่มี.. ต้องรอจนฝนซาๆแล้วก็หิ้วของไปโบกแท๊กซี่ฝั่งตรงข้าง ซึ่งกว่าจะได้ก็ เปียกแล้วเปียกอีก
คนขับรถนิสัยแย่ๆก็ ไม่ค่อบชะลอความเร็วตรงป้ายรถเมล์ น้ำกระเด็นเปียกอยู่ประมาณ 2 รอบ
แต่ในที่สุดก็กลับบ้านมาได้เหนื่อยๆมาก

พอตกดึกๆ อุ๊ sms มาว่าถ้ายังไม่นอนให้โทรกลับด้วย แต่เรากำลังนั่งเขียนงานอยู่ก็เลยรอแป๊ปนึงแล้วโทรกลับ
แต่บังเอิญว่าเมื่อวานเราค่อนข้างเครียด พอคุยกันไปได้ไม่เท่าไหร่เราเครียดๆจนน้ำเสียงเหมือนโกรธ ที่เค้าถามโน่นถามนี่มากๆ
จนในที่สุดก้คุยต่อไม่ได้ ไม่เข้าใจกันอีก.. เฮ่อเหนื่อย

แต่สุดท้ายก็ดีกันแหละ.. เป็นอย่างงี้ประจำ


ไปเกาะช้าง

ต้องเกริ่นก่อนว่า เกาะช้างเนี่ยจริงๆแล้วเคยไปมาครั้งนึงแล้ว ประมาณตอนปี1 ช่วงปิดเทอม ไปกับเพื่อนๆ
แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้ทำไดอารี่ก้เลยไม่ได้บันทึกไว้..

แต่คราวนี้รู้สึกว่าแพลนกันสองคนว่าจะไปกันตั้งแต่ปีใหม่แล้ว จนถึงวันพุธที่แล้ว (18 มิ.ย.46) ถึงได้โอกาสเหมาะจริงๆ
ก็เลยตัดสินใจไปกัน(ซะที).. ที่จริงก็ไม่เชิงเหมาะหรอก เพราะว่าอุ๊ต้องปลีกตัวไปพอสมควร กับการงานที่มี
ส่วนฉันก็สบายๆอยู่แล้ว เพราะไม่มีการมีงานอะไรเป็นประจำ จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวกอยู่แล้ว

วันที่จะไปนี่ค่อนข้างยุ่งมากๆ เพราะฉันต้องออกไปซื้อตั๋วไว้ก่อนช่วงประมาณบ่ายๆ
เป็นตั๋วไปกลับ 2 ที่นั่ง ราคา 714 บาท .. ในตั๋วบอกวารถจะออกเวลา 23.30 น.

จากนั้นก็ไปเรียนเย็บสมุดกับพี่นุ้ยที่สยาม กว่าจะเสร็จก็ประมาณ 6 โมงกว่าๆ ค่อนข้างเย็นมากแล้ว
จากนั้นก็รีบกลับไปพร้อมกับไปซื้อของ ซื้อขนมที่อยากกิน เตรียมไว้เป็นเสบียง

ทริปส์ครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไปสัก 3 วันกับ 2 คืน

@@@@@@@@@@@@@@

และแล้วเช้ามืดวันที่ 19 เราก็เดินทางกันมาถึงท่ารถในตัวเมืองตราด ซึ่งเช้ามากๆๆ ตีสี่กว่าๆเอง
ลืมตาตื่นด้วยความรู้สึก อยากจะนอนต่อมากๆ.. ขยี้ๆตาแล้วก็จำใจต้องลงจากรถเพราะถ้าไม่ลงก็คงโดนเตะลงมาแน่ๆ..
หลังจากลงมาก้เจอประมาณว่า ลุงคนขับสองแถวชักชวนให้ขึ้นรถไปเกาะ แต่ตอนนั้นยังตีสี่กว่าก็ไม่รู้จะรีบไปทำไม
ยังไงก็ต้องรอ.. กว่าเรือจะออกก็ปาเข้าไป 6 โมงครึ่ง

จะว่าหิวก็ไม่หิวเท่าไหร่นะ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินไปทางข้างๆตลาด ไปเจอร้านขายต้มเลือดหมู..
เราก็เลยแวะกินซะหน่อย เป็นการเติมพลังให้ท้องอิ่ม กับฆ่าเวลาได้พอสมควร + ได้เห็นบรรยากาศที่คนนอนดึกตื่นสาย
อย่างฉันยากที่จะได้เห็นคือ ตลาดตอนเช้ามืด ..

เสียง เจาะแจะๆ ของน้ำที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีและผ้าในดังไม่ขาด ในยามนี้ถึงแม้ฝนจะไม่ตกหนัก
แต่ก็ต่อเนื่องและไม่มีท่าที่ว่าจะหยุดเมื่อไร บริเวณตลาดเวลานี้จึงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่ก็หาทำให้บรรยากาศความวุ่นวาย
ในตลาดสดลดลงไปไม่..

หลังจากอิ่มกับอาหารเช้ามือแรกของวันนี้แล้ว ก็ได้เวลาที่จะได้เดินทางต่อ เพื่อไปยังท่าเรือ.. ประตูสู่เกาะทะเลตะวันออก
นามว่าเกาะช้างซะที

.......

หลังจากชำระเงินค่าลงเรือไป 120 บาทสำหรับโดยสารเรือเที่ยวเดียวไปเกาะสองที่นั่งแล้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที
ก็มาถึงริเวณท่าเรือของอีกฟากนึงโดยปลอดภัย... แต่ใช่ว่ามาถึงเกาะแล้วจะสามารถหาที่พักได้เลย หากยังต้องนั่งรถสองแถวเล็ก
ต่อไปยังหาดที่ต้องการอีกทอดนึง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 15-20 กิโลแล้วแต่ความใกล้ไกล

หาดที่ใกล้ที่สุดคือ หาดทรายขาว.. ที่นี่จะเป็นช่วงที่มีบังกะโลและนักท่องเที่ยวชาวต่าวชาติมากที่สุดก็ได้
เนื่องจากทั้งความสะดวกสบายและความเจริญที่มีมาก มีอินเทอรืเนตให้ใช้ มี 7eleven ให้เลือกซื้อของ มีร้านอาหารเรียงรายอยู่ทั่วไป
สองข้างทาง ซึ่งต่างกับเมื่อ 4 ปีที่แล้วอย่างมาก

หาดต่อมาที่เป็นจุดหมายปลายทางของเราซึ่งเงียบและเป็นส่วนตัวกว่าหาดแรกมากคือ หาดคลองพร้าว ซึ่งครั้งนึงฉันและเพื่อนๆเคย
มาพักและติดใจกับบรรยากาศเงียบๆ เป็นธรรมชาติที่นี่..

ครั้งนี้ฉันจึงไม่รีรอที่จะกลับมาอีกครั้งที่

"เมจิกรีสอร์ท"

บรรยากาศโดยทั่วไปถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก มีเพียงบรรยากาศที่รู้สึกว่าต้นไม้ได้เสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ความรู้สึกเงียบสงบ
และเป็นส่วนตัวยังอยู่เปลี่ยน.. อาจเป็นเพราะนี่เป็นวันพฤหัสและเป็นช่วง "low season" ด้วยก็ได้
บ้านพักที่เราเลือกนี้เป็นบ้านหลังเดียวที่มีห้องน้ำในตัว แต่ราคาไม่แพงมากเกินไปเพราะช่วงนี้มีโปรโมชั่นส่วนลด 40%
จากราคา 500 B/คืนจึงเหลือแต่ 300 เท่านั้นซึ่งกำลังดีทีเดียวสำหรับเราสองคน

.......

ในช่วงเย็นสิ่งที่เป็นกิจกรรมที่คิดมาตั้งแต่กรุงเทพแล้วว่าจะต้องมาทำคือ.. เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเล่น
ซึ่งที่ที่เราไปเช่าก้ใกล้ๆนั้นเองคือหน้ารีสอร์ท .. ต่อรองราคากันสักพักก็ตกลงราคากันที่ 250 B/วัน คือเช่ามาตอน
4 โมงเย็นและมาคืนอีกทีประมาณ 6 โมงของอีกวันนึง ซึ่งจะพอดีที่เราจะอยู่ที่นี่ ..

เย็นนั้นเราก็เลยได้โอกาสพาอุ๊ไปขี่รถเล่นแล้วก้ไปเที่ยวดูหาดต่างๆ อย่างสนุกและสบายอารมณ์ จนมือจึงกลับเข้ามา
และหลับเป็นตาย เพราะความเหนื่อยจากการเดินทางและเที่ยวเล่น..

@@@@@@@@@@@@@@@

20 มิ.ย.

กว่าจะตื่นนอนก้ล่วงไปเกือบๆ 10 โมงเลยสำหรับวันนี้ ซึ้งเรามีโปรแกรมว่าจะต้องไปขี่รถเที่ยวให้รอบเกาะ พร้อมกับเก็บภาพสวยๆ
เอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีๆให้มากๆ เพราะโอกาสนานทีปีหนถึงจะได้มาเที่ยวแบบนี้กัน ..
เที่ยวแบบที่ไม่ต้องมีเรื่องงาน เรื่องกังวลใจใดๆมารบกวน มีแต่เราสองคนกับทะเล สายลม เสียงคลื่น แล้วก้ภูเขาเท่านั้น.....

วันนี้หลังจากตื่นและออกไปหาอะไรกินแล้วก็ออกเดินทางโดยขี่ขึ้นไปทางหาดทรายขาว แล้วก้เลียบทะเลไปเรื่อยๆ
ซึ่งระหว่างทางบางช่วงก็ค่อนข้างชันบางครั้งถึงกับต้องใช้เกียร์ 1 ขึ้นเขาก็มี ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ .. ปลอดภัยไว้ก่อน

ระหว่างทางก็มีชาวสวนที่นำผลไม้.. ลองกอง มังคุด ทุเรียนและเงาะ ออกมาขายเป็นระยะๆในราคาที่ไม่แพงมากคือ
มังคุดโลละ 15บ. เงาะ 2 โล15 บ. ทุเรียนโลละ 10 บ. แล้วก้ลองกองโลละ 35 บ. ทุเรียนกวนโลละ 100 บ.
โดยฉันซื้อ มังคุด ลองกอง อย่างละโล แล้วก็ทุเรียนกวนอีกครึ่งโล .. เป็นของหวานหลังอาหาร กินแบบสมใจอยากไปเลย

เย็นวันนี้อาหารเย็นของเราคือ ข้าวผัดปู ต้มยำทะเลกับ ปลากะพงแดงผัดคื่นช่าย.. กันกันจนอิ่มแปล้แล้วก็ขี่รถกลับไป
กะว่าจะมาดูพระอาทิตย์ตกน้ำซะหน่อย แต่เมฆเยอะยากจึงทำไม่มีโอกาสได้เห็น .. เสียดายจัง

@@@@@@@@@@@@@@@

21 มิ.ย.

วันนี้เป็นวันที่จะต้องกลับกรุงเทพแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่อยากกลับ แต่ก็ต้องกลับเพื่อมาทำหน้าที่ของตนเองซะที
ออกจากบังกะโลประมาณ 10 โมง รอรถสองแถวจนประมาณ 11 โมงกว่าๆถึงได้ขึ้นรถ ในสภาพที่เปียกพอสมควร
เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก.. แต่ไม่ยักจะทั่วเกาะ เพราะหลังจากนั่งรถมาสักครู่นึง ฝนที่เคยมีหาดคลองพร้าว
กลับไม่มีร่องรอยของฝนเลยที่หาดทรายขาว ..

และนี่ก็ได้เวลาที่จะโบกมือลาเกาะช้างและทริปส์สบายๆของเราซะที........


***********

ปล. วันนี้ (24) อีเมล์ kornfeb@hotmail.com พร้อม icq 84690344 ก็โดน hack ไปซะแล้ว
ทำให้ไม่สามารถออนไลน์ msn ได้เลยต้องไปสมัครใหม่เป็น febkorn@hotmail.com นะครับ
ใครที่เคยมีเราในลิสต์ก็ช่วยแอดหน่อยครับ เพราะไม่ได้ save Contact list ไว้เลย T-T เศร้าจาย

ปล.2 ใครที่ hack ไปช่วยเอามาคืนหน่อยเถอะครับ เอาไปวันนึงก้พอแล้ว เห็นใจกันหน่อย




Rainny s day

สวัสดี ไดอารี่

เมื่อวานนี้วันฝนตก ..
ตอนเช้าฉันตื่นมาประมาณสัก 10 โมงกว่าๆเห็นจะได้ อาบน้ำ เอาผ้าไปซัก กินข้าวเสร็จกับมาเอาผ้าไปตาก
แล้วก็แต่งตัวออกไปเซ็นทรัล เพราะจะไปเจอเพื่อนๆ เจอเมย์ เจอออม เจอโจ๋ เจอจ๋า เจออุ๋ม เจอก้อย เจอเป้ เจอบัวแล้วก็แฟนบัว
นัดเจอกันที่ สตาร์บัค แล้วก็เอาหนังสือไดอารี่ทำมือของเราไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ออม* ด้วย
อยู่สตาร์บัคกันสักพักใหญ่ๆ พวกผู้หญิงก็เมาส์กันสุดยอด เราก็ เหอๆ อัปเดทข่าวสารในวงการไดอารี่

เสร็จจากที่นี่ก็ไปต่อกันที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม ที่อยู่ใน Food village ของเซ็นทรัลลากพร้าว..
ซึ่งเราขอบทำเลแล้วก้การตกแต่งของ Food village มากๆเลย สวยดีแล้วก็ดูดีมากๆน่าไปนั่งจัง ไปึงก็ต่างคนต่างสั่ง
ที่จริงเราเพิ่งเคยกินหล่ะ ร้านเนี่ยอ่ะ เพราะเมเจอร์รัชโยธินแถวๆบ้านไม่มีก็เลยไม่ค่อยได้กิน เอ.. หรือมีหว่า
แต่รวมๆแล้วอาหารอร่อยอ่ะแล้วก็ไม่แพงด้วย น่านั่งมากๆ ว่างๆจะพาคนรู้ใจมานั่งบ้างหล่ะ

มาเซ็นทรัลคราวนี้ได้หนังสือ จาวาสคริปส์มาเล่มนึง แล้วก็กระดาษกะเอามาทำปกสมุด แล้วก้เทป "Black Album"
ที่อยากได้มาหลายวันแล้วเพราะว่ามัน "เพราะดี" จริงๆนะ

กว่าจะได้แยกย้ายกันจริงๆก็เกือบๆจะ 6 โมง.. ก่อนกลับบ้านเราก็แวะไปซื้อชั้นใส่ของที่โลตัสก่อน พอซื้อเสร็จปรากฎว่าฝนตกหนักสุดๆ กลับบ้านไม่ได้ แท๊กซี่ก็ไม่มี.. ต้องรอจนฝนซาๆแล้วก็หิ้วของไปโบกแท๊กซี่ฝั่งตรงข้าง ซึ่งกว่าจะได้ก็ เปียกแล้วเปียกอีก
คนขับรถนิสัยแย่ๆก็ ไม่ค่อบชะลอความเร็วตรงป้ายรถเมล์ น้ำกระเด็นเปียกอยู่ประมาณ 2 รอบ
แต่ในที่สุดก็กลับบ้านมาได้เหนื่อยๆมาก

พอตกดึกๆ อุ๊ sms มาว่าถ้ายังไม่นอนให้โทรกลับด้วย แต่เรากำลังนั่งเขียนงานอยู่ก็เลยรอแป๊ปนึงแล้วโทรกลับ
แต่บังเอิญว่าเมื่อวานเราค่อนข้างเครียด พอคุยกันไปได้ไม่เท่าไหร่เราเครียดๆจนน้ำเสียงเหมือนโกรธ ที่เค้าถามโน่นถามนี่มากๆ
จนในที่สุดก้คุยต่อไม่ได้ ไม่เข้าใจกันอีก.. เฮ่อเหนื่อย

แต่สุดท้ายก็ดีกันแหละ.. เป็นอย่างงี้ประจำ


ไปเกาะช้าง

ต้องเกริ่นก่อนว่า เกาะช้างเนี่ยจริงๆแล้วเคยไปมาครั้งนึงแล้ว ประมาณตอนปี1 ช่วงปิดเทอม ไปกับเพื่อนๆ
แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้ทำไดอารี่ก้เลยไม่ได้บันทึกไว้..

แต่คราวนี้รู้สึกว่าแพลนกันสองคนว่าจะไปกันตั้งแต่ปีใหม่แล้ว จนถึงวันพุธที่แล้ว (18 มิ.ย.46) ถึงได้โอกาสเหมาะจริงๆ
ก็เลยตัดสินใจไปกัน(ซะที).. ที่จริงก็ไม่เชิงเหมาะหรอก เพราะว่าอุ๊ต้องปลีกตัวไปพอสมควร กับการงานที่มี
ส่วนฉันก็สบายๆอยู่แล้ว เพราะไม่มีการมีงานอะไรเป็นประจำ จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวกอยู่แล้ว

วันที่จะไปนี่ค่อนข้างยุ่งมากๆ เพราะฉันต้องออกไปซื้อตั๋วไว้ก่อนช่วงประมาณบ่ายๆ
เป็นตั๋วไปกลับ 2 ที่นั่ง ราคา 714 บาท .. ในตั๋วบอกวารถจะออกเวลา 23.30 น.

จากนั้นก็ไปเรียนเย็บสมุดกับพี่นุ้ยที่สยาม กว่าจะเสร็จก็ประมาณ 6 โมงกว่าๆ ค่อนข้างเย็นมากแล้ว
จากนั้นก็รีบกลับไปพร้อมกับไปซื้อของ ซื้อขนมที่อยากกิน เตรียมไว้เป็นเสบียง

ทริปส์ครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไปสัก 3 วันกับ 2 คืน

@@@@@@@@@@@@@@

และแล้วเช้ามืดวันที่ 19 เราก็เดินทางกันมาถึงท่ารถในตัวเมืองตราด ซึ่งเช้ามากๆๆ ตีสี่กว่าๆเอง
ลืมตาตื่นด้วยความรู้สึก อยากจะนอนต่อมากๆ.. ขยี้ๆตาแล้วก็จำใจต้องลงจากรถเพราะถ้าไม่ลงก็คงโดนเตะลงมาแน่ๆ..
หลังจากลงมาก้เจอประมาณว่า ลุงคนขับสองแถวชักชวนให้ขึ้นรถไปเกาะ แต่ตอนนั้นยังตีสี่กว่าก็ไม่รู้จะรีบไปทำไม
ยังไงก็ต้องรอ.. กว่าเรือจะออกก็ปาเข้าไป 6 โมงครึ่ง

จะว่าหิวก็ไม่หิวเท่าไหร่นะ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินไปทางข้างๆตลาด ไปเจอร้านขายต้มเลือดหมู..
เราก็เลยแวะกินซะหน่อย เป็นการเติมพลังให้ท้องอิ่ม กับฆ่าเวลาได้พอสมควร + ได้เห็นบรรยากาศที่คนนอนดึกตื่นสาย
อย่างฉันยากที่จะได้เห็นคือ ตลาดตอนเช้ามืด ..

เสียง เจาะแจะๆ ของน้ำที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีและผ้าในดังไม่ขาด ในยามนี้ถึงแม้ฝนจะไม่ตกหนัก
แต่ก็ต่อเนื่องและไม่มีท่าที่ว่าจะหยุดเมื่อไร บริเวณตลาดเวลานี้จึงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่ก็หาทำให้บรรยากาศความวุ่นวาย
ในตลาดสดลดลงไปไม่..

หลังจากอิ่มกับอาหารเช้ามือแรกของวันนี้แล้ว ก็ได้เวลาที่จะได้เดินทางต่อ เพื่อไปยังท่าเรือ.. ประตูสู่เกาะทะเลตะวันออก
นามว่าเกาะช้างซะที

.......

หลังจากชำระเงินค่าลงเรือไป 120 บาทสำหรับโดยสารเรือเที่ยวเดียวไปเกาะสองที่นั่งแล้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที
ก็มาถึงริเวณท่าเรือของอีกฟากนึงโดยปลอดภัย... แต่ใช่ว่ามาถึงเกาะแล้วจะสามารถหาที่พักได้เลย หากยังต้องนั่งรถสองแถวเล็ก
ต่อไปยังหาดที่ต้องการอีกทอดนึง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 15-20 กิโลแล้วแต่ความใกล้ไกล

หาดที่ใกล้ที่สุดคือ หาดทรายขาว.. ที่นี่จะเป็นช่วงที่มีบังกะโลและนักท่องเที่ยวชาวต่าวชาติมากที่สุดก็ได้
เนื่องจากทั้งความสะดวกสบายและความเจริญที่มีมาก มีอินเทอรืเนตให้ใช้ มี 7eleven ให้เลือกซื้อของ มีร้านอาหารเรียงรายอยู่ทั่วไป
สองข้างทาง ซึ่งต่างกับเมื่อ 4 ปีที่แล้วอย่างมาก

หาดต่อมาที่เป็นจุดหมายปลายทางของเราซึ่งเงียบและเป็นส่วนตัวกว่าหาดแรกมากคือ หาดคลองพร้าว ซึ่งครั้งนึงฉันและเพื่อนๆเคย
มาพักและติดใจกับบรรยากาศเงียบๆ เป็นธรรมชาติที่นี่..

ครั้งนี้ฉันจึงไม่รีรอที่จะกลับมาอีกครั้งที่

"เมจิกรีสอร์ท"

บรรยากาศโดยทั่วไปถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก มีเพียงบรรยากาศที่รู้สึกว่าต้นไม้ได้เสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ความรู้สึกเงียบสงบ
และเป็นส่วนตัวยังอยู่เปลี่ยน.. อาจเป็นเพราะนี่เป็นวันพฤหัสและเป็นช่วง "low season" ด้วยก็ได้
บ้านพักที่เราเลือกนี้เป็นบ้านหลังเดียวที่มีห้องน้ำในตัว แต่ราคาไม่แพงมากเกินไปเพราะช่วงนี้มีโปรโมชั่นส่วนลด 40%
จากราคา 500 B/คืนจึงเหลือแต่ 300 เท่านั้นซึ่งกำลังดีทีเดียวสำหรับเราสองคน

.......

ในช่วงเย็นสิ่งที่เป็นกิจกรรมที่คิดมาตั้งแต่กรุงเทพแล้วว่าจะต้องมาทำคือ.. เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเล่น
ซึ่งที่ที่เราไปเช่าก้ใกล้ๆนั้นเองคือหน้ารีสอร์ท .. ต่อรองราคากันสักพักก็ตกลงราคากันที่ 250 B/วัน คือเช่ามาตอน
4 โมงเย็นและมาคืนอีกทีประมาณ 6 โมงของอีกวันนึง ซึ่งจะพอดีที่เราจะอยู่ที่นี่ ..

เย็นนั้นเราก็เลยได้โอกาสพาอุ๊ไปขี่รถเล่นแล้วก้ไปเที่ยวดูหาดต่างๆ อย่างสนุกและสบายอารมณ์ จนมือจึงกลับเข้ามา
และหลับเป็นตาย เพราะความเหนื่อยจากการเดินทางและเที่ยวเล่น..

@@@@@@@@@@@@@@@

20 มิ.ย.

กว่าจะตื่นนอนก้ล่วงไปเกือบๆ 10 โมงเลยสำหรับวันนี้ ซึ้งเรามีโปรแกรมว่าจะต้องไปขี่รถเที่ยวให้รอบเกาะ พร้อมกับเก็บภาพสวยๆ
เอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีๆให้มากๆ เพราะโอกาสนานทีปีหนถึงจะได้มาเที่ยวแบบนี้กัน ..
เที่ยวแบบที่ไม่ต้องมีเรื่องงาน เรื่องกังวลใจใดๆมารบกวน มีแต่เราสองคนกับทะเล สายลม เสียงคลื่น แล้วก้ภูเขาเท่านั้น.....

วันนี้หลังจากตื่นและออกไปหาอะไรกินแล้วก็ออกเดินทางโดยขี่ขึ้นไปทางหาดทรายขาว แล้วก้เลียบทะเลไปเรื่อยๆ
ซึ่งระหว่างทางบางช่วงก็ค่อนข้างชันบางครั้งถึงกับต้องใช้เกียร์ 1 ขึ้นเขาก็มี ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ .. ปลอดภัยไว้ก่อน

ระหว่างทางก็มีชาวสวนที่นำผลไม้.. ลองกอง มังคุด ทุเรียนและเงาะ ออกมาขายเป็นระยะๆในราคาที่ไม่แพงมากคือ
มังคุดโลละ 15บ. เงาะ 2 โล15 บ. ทุเรียนโลละ 10 บ. แล้วก้ลองกองโลละ 35 บ. ทุเรียนกวนโลละ 100 บ.
โดยฉันซื้อ มังคุด ลองกอง อย่างละโล แล้วก็ทุเรียนกวนอีกครึ่งโล .. เป็นของหวานหลังอาหาร กินแบบสมใจอยากไปเลย

เย็นวันนี้อาหารเย็นของเราคือ ข้าวผัดปู ต้มยำทะเลกับ ปลากะพงแดงผัดคื่นช่าย.. กันกันจนอิ่มแปล้แล้วก็ขี่รถกลับไป
กะว่าจะมาดูพระอาทิตย์ตกน้ำซะหน่อย แต่เมฆเยอะยากจึงทำไม่มีโอกาสได้เห็น .. เสียดายจัง

@@@@@@@@@@@@@@@

21 มิ.ย.

วันนี้เป็นวันที่จะต้องกลับกรุงเทพแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่อยากกลับ แต่ก็ต้องกลับเพื่อมาทำหน้าที่ของตนเองซะที
ออกจากบังกะโลประมาณ 10 โมง รอรถสองแถวจนประมาณ 11 โมงกว่าๆถึงได้ขึ้นรถ ในสภาพที่เปียกพอสมควร
เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก.. แต่ไม่ยักจะทั่วเกาะ เพราะหลังจากนั่งรถมาสักครู่นึง ฝนที่เคยมีหาดคลองพร้าว
กลับไม่มีร่องรอยของฝนเลยที่หาดทรายขาว ..

และนี่ก็ได้เวลาที่จะโบกมือลาเกาะช้างและทริปส์สบายๆของเราซะที........


***********

ปล. วันนี้ (24) อีเมล์ kornfeb@hotmail.com พร้อม icq 84690344 ก็โดน hack ไปซะแล้ว
ทำให้ไม่สามารถออนไลน์ msn ได้เลยต้องไปสมัครใหม่เป็น febkorn@hotmail.com นะครับ
ใครที่เคยมีเราในลิสต์ก็ช่วยแอดหน่อยครับ เพราะไม่ได้ save Contact list ไว้เลย T-T เศร้าจาย

ปล.2 ใครที่ hack ไปช่วยเอามาคืนหน่อยเถอะครับ เอาไปวันนึงก้พอแล้ว เห็นใจกันหน่อย




ไปดู SexPhone มาแล้ว

หลังจากที่ทนทรมานกับความคิดถึงอยู่นานสองอาทิตย์เต็มๆ เมื่อวานแฟนเราก็กลับมาจากติมอร์เรียบร้อยแล้ว กลับมาอย่างสมบูรณ์ตัวอ้วนกลมเหมือนเดิมเป๊ะ ฮ่าๆ

แล้ววันนี้เราก็มีนัดกันเอารูปมาดูว่าไปติมอร์มีอะไรบ้าง .. กลับมาก็มีของฝากมาให้เราด้วยคือ Magnet จากบาหลี 2 อัน
อันนึงเป็นรูปคล้ายๆเทพอะไรซักอย่าง หน้าตาน่ากลัว กับอีกอันนึงเป็นรูปแมวน่ารักดี
คือแบบว่า ตอนนี้กำลังสะสม Magnet อยู่น่ะ แต่ขอโทษ.. ยังไม่ได้ซื้อเองเลย มีแต่เค้าซื้อให้หล่ะ (ก็เป็นคำตอบเวลาถามว่า.. จะฝากซื้ออะไรหรือเปล่า หุหุ)

พูดถึงหนังเรื่องเซ็กส์โฟน.. ชอบมากๆเรื่องนี้ อย่างนึงคือนางเอกน่ารักน่าหยิกสุดๆ พระเอกเราก็ใช่ย่อยเล่นได้ดีเหมือนกัน
เรื่องของรักใสๆ แบบอารมณ์พระเอกนางเอก ไม่ถูกกัน แต่สุดท้ายรักกันก็ดูเหมือนจะธรรมดา แต่เรื่องนี้ได้พระเอกกับนางเอกที่ลงตัวมากๆ .. โอ้ย.. ชอบๆๆ พอลล่าน่ารักมากมาย ตกหลุมรักๆ อิอิ

ช่วงนี้เรากำลังมีโปรเจคใหม่ที่จะทำคือ.. ทำหนังสือทำมือจากไดอารี่
แบบว่าอยากจะเปิดรับทำให้กับสมาชิก แต่ที่หนักใจที่สุดคือตอนนี้มาดูต้นทุนแล้วแพงพอสมควรเลยสำหรับหนังสือเล่มนึงคือ
100 หน้าเนี่ยตกอยู่ราวๆ 250-350 บาททีเดียวอันนี้ไม่ได้โม้อ่ะ

โดยขนาดกระดาษที่เราทดลองทำเนี่ยเป็น A5 คือครึ่งหนึ่งของ A4 ..
เริ่มจากต้อง copy Text มาจากไดอารี่ก่อน คือต้นฉบับเนี่ยน่าจะประมาณ 40-50 หน้า A4 Word น่ะ
หลังจากนั้นก็เอามาใส่ Word ให้ได้สัก 40-50 หน้า จากนั้นก็ทำ 2 คอลัมน์และ เคาะ space bar ใส่เพื่อให้ตัดคำได้
จากนั้นก็ copy ไปใส่ใน PageMaker ซึ่งในขั้นตอนตัดคำ จัดคำกับจัดหน้าทำ layout ใน Page Maker เนี่ยยากมาที่สุด
ที่บอกว่ายากเพราะว่าจะต้องมานั่งดูทีละบรรทัด เพื่อให้ตัวอักษรออกมาดูสวยแล้วก็ตัวไม่ซ้อนกัน ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน - 1วัน
หลังจากจัดหน้าเสร็จแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำ Booklet ใน PageMaker หลังจากนั้นก็ Print ออกมาโดยต้องทำทีละแผ่นเพราะ
เป็นการพิมพ์หน้า-หลัง มันจะออกมาเป็นปึกละ 16 หน้าพอดี เอาไว้สำหรับเย็บด้ายต่อไป

หลังจากได้ต้นฉบับออกมาแล้วก็จะทำการตัดกระดาษแข็งขาว (ประมาณ 100ปอนด์ up หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียน)
เพื่อทำปกหน้าหลัง แต่จะตัดธรรมดาไม่ได้จะต้องมีการลงสี หลังจากแห้งแล้วก็จะต้องแปะทับด้วยสติกเกอร์ใส กรีดขอบออกให้พอดี
หลฃังจากนั้นก็เย็บแต่ละปึกเข้าด้วยกันกับปกที่เตรียมไว้ โดยเป็นการเย็บมือด้วยด้าย cotton ที่เคลือบด้วยขี้ผึ้งเพื่อความทนทาน
อายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งตอนเย็บก็ยากเหมือนกัน ซึ่งจะไม่เหมือนกับที่โรงพิมพ์เย็บนะ อันนี้สะดูสวยแล้วก็อาร์ทกว่ามาก
หลังจากเย็บเสร็จก็เป็นอันเสร็จงาน ได้หนังสือที่เป็นของเราเองออกมาเล่มนึง

มานั่งคิดๆดูบางทีวันนึงอาจจะทำได้เล่มนึง แต่ที่ยากกว่านั้นคือจะมีใครสั่งทำหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะมานแพงมากๆ

@@@@@@@@@@@@@@

คืนนี้เราก็เลยมานั่ง copy ไดอารี่วันเก่าๆของเรามาใส่ Word กะว่าพรุ่งนี้จะลองทำดูก่อนสักเล่มยึงสัก 100 หน้า
.. ส่วนตอนนี้ง่วงจัง ไปนอนดีกว่า

กู๊ดไนท์ครับ




Rainny s day

สวัสดี ไดอารี่

เมื่อวานนี้วันฝนตก ..
ตอนเช้าฉันตื่นมาประมาณสัก 10 โมงกว่าๆเห็นจะได้ อาบน้ำ เอาผ้าไปซัก กินข้าวเสร็จกับมาเอาผ้าไปตาก
แล้วก็แต่งตัวออกไปเซ็นทรัล เพราะจะไปเจอเพื่อนๆ เจอเมย์ เจอออม เจอโจ๋ เจอจ๋า เจออุ๋ม เจอก้อย เจอเป้ เจอบัวแล้วก็แฟนบัว
นัดเจอกันที่ สตาร์บัค แล้วก็เอาหนังสือไดอารี่ทำมือของเราไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ออม* ด้วย
อยู่สตาร์บัคกันสักพักใหญ่ๆ พวกผู้หญิงก็เมาส์กันสุดยอด เราก็ เหอๆ อัปเดทข่าวสารในวงการไดอารี่

เสร็จจากที่นี่ก็ไปต่อกันที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม ที่อยู่ใน Food village ของเซ็นทรัลลากพร้าว..
ซึ่งเราขอบทำเลแล้วก้การตกแต่งของ Food village มากๆเลย สวยดีแล้วก็ดูดีมากๆน่าไปนั่งจัง ไปึงก็ต่างคนต่างสั่ง
ที่จริงเราเพิ่งเคยกินหล่ะ ร้านเนี่ยอ่ะ เพราะเมเจอร์รัชโยธินแถวๆบ้านไม่มีก็เลยไม่ค่อยได้กิน เอ.. หรือมีหว่า
แต่รวมๆแล้วอาหารอร่อยอ่ะแล้วก็ไม่แพงด้วย น่านั่งมากๆ ว่างๆจะพาคนรู้ใจมานั่งบ้างหล่ะ

มาเซ็นทรัลคราวนี้ได้หนังสือ จาวาสคริปส์มาเล่มนึง แล้วก็กระดาษกะเอามาทำปกสมุด แล้วก้เทป "Black Album"
ที่อยากได้มาหลายวันแล้วเพราะว่ามัน "เพราะดี" จริงๆนะ

กว่าจะได้แยกย้ายกันจริงๆก็เกือบๆจะ 6 โมง.. ก่อนกลับบ้านเราก็แวะไปซื้อชั้นใส่ของที่โลตัสก่อน พอซื้อเสร็จปรากฎว่าฝนตกหนักสุดๆ กลับบ้านไม่ได้ แท๊กซี่ก็ไม่มี.. ต้องรอจนฝนซาๆแล้วก็หิ้วของไปโบกแท๊กซี่ฝั่งตรงข้าง ซึ่งกว่าจะได้ก็ เปียกแล้วเปียกอีก
คนขับรถนิสัยแย่ๆก็ ไม่ค่อบชะลอความเร็วตรงป้ายรถเมล์ น้ำกระเด็นเปียกอยู่ประมาณ 2 รอบ
แต่ในที่สุดก็กลับบ้านมาได้เหนื่อยๆมาก

พอตกดึกๆ อุ๊ sms มาว่าถ้ายังไม่นอนให้โทรกลับด้วย แต่เรากำลังนั่งเขียนงานอยู่ก็เลยรอแป๊ปนึงแล้วโทรกลับ
แต่บังเอิญว่าเมื่อวานเราค่อนข้างเครียด พอคุยกันไปได้ไม่เท่าไหร่เราเครียดๆจนน้ำเสียงเหมือนโกรธ ที่เค้าถามโน่นถามนี่มากๆ
จนในที่สุดก้คุยต่อไม่ได้ ไม่เข้าใจกันอีก.. เฮ่อเหนื่อย

แต่สุดท้ายก็ดีกันแหละ.. เป็นอย่างงี้ประจำ


ไปเกาะช้าง

ต้องเกริ่นก่อนว่า เกาะช้างเนี่ยจริงๆแล้วเคยไปมาครั้งนึงแล้ว ประมาณตอนปี1 ช่วงปิดเทอม ไปกับเพื่อนๆ
แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้ทำไดอารี่ก้เลยไม่ได้บันทึกไว้..

แต่คราวนี้รู้สึกว่าแพลนกันสองคนว่าจะไปกันตั้งแต่ปีใหม่แล้ว จนถึงวันพุธที่แล้ว (18 มิ.ย.46) ถึงได้โอกาสเหมาะจริงๆ
ก็เลยตัดสินใจไปกัน(ซะที).. ที่จริงก็ไม่เชิงเหมาะหรอก เพราะว่าอุ๊ต้องปลีกตัวไปพอสมควร กับการงานที่มี
ส่วนฉันก็สบายๆอยู่แล้ว เพราะไม่มีการมีงานอะไรเป็นประจำ จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวกอยู่แล้ว

วันที่จะไปนี่ค่อนข้างยุ่งมากๆ เพราะฉันต้องออกไปซื้อตั๋วไว้ก่อนช่วงประมาณบ่ายๆ
เป็นตั๋วไปกลับ 2 ที่นั่ง ราคา 714 บาท .. ในตั๋วบอกวารถจะออกเวลา 23.30 น.

จากนั้นก็ไปเรียนเย็บสมุดกับพี่นุ้ยที่สยาม กว่าจะเสร็จก็ประมาณ 6 โมงกว่าๆ ค่อนข้างเย็นมากแล้ว
จากนั้นก็รีบกลับไปพร้อมกับไปซื้อของ ซื้อขนมที่อยากกิน เตรียมไว้เป็นเสบียง

ทริปส์ครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไปสัก 3 วันกับ 2 คืน

@@@@@@@@@@@@@@

และแล้วเช้ามืดวันที่ 19 เราก็เดินทางกันมาถึงท่ารถในตัวเมืองตราด ซึ่งเช้ามากๆๆ ตีสี่กว่าๆเอง
ลืมตาตื่นด้วยความรู้สึก อยากจะนอนต่อมากๆ.. ขยี้ๆตาแล้วก็จำใจต้องลงจากรถเพราะถ้าไม่ลงก็คงโดนเตะลงมาแน่ๆ..
หลังจากลงมาก้เจอประมาณว่า ลุงคนขับสองแถวชักชวนให้ขึ้นรถไปเกาะ แต่ตอนนั้นยังตีสี่กว่าก็ไม่รู้จะรีบไปทำไม
ยังไงก็ต้องรอ.. กว่าเรือจะออกก็ปาเข้าไป 6 โมงครึ่ง

จะว่าหิวก็ไม่หิวเท่าไหร่นะ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินไปทางข้างๆตลาด ไปเจอร้านขายต้มเลือดหมู..
เราก็เลยแวะกินซะหน่อย เป็นการเติมพลังให้ท้องอิ่ม กับฆ่าเวลาได้พอสมควร + ได้เห็นบรรยากาศที่คนนอนดึกตื่นสาย
อย่างฉันยากที่จะได้เห็นคือ ตลาดตอนเช้ามืด ..

เสียง เจาะแจะๆ ของน้ำที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีและผ้าในดังไม่ขาด ในยามนี้ถึงแม้ฝนจะไม่ตกหนัก
แต่ก็ต่อเนื่องและไม่มีท่าที่ว่าจะหยุดเมื่อไร บริเวณตลาดเวลานี้จึงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่ก็หาทำให้บรรยากาศความวุ่นวาย
ในตลาดสดลดลงไปไม่..

หลังจากอิ่มกับอาหารเช้ามือแรกของวันนี้แล้ว ก็ได้เวลาที่จะได้เดินทางต่อ เพื่อไปยังท่าเรือ.. ประตูสู่เกาะทะเลตะวันออก
นามว่าเกาะช้างซะที

.......

หลังจากชำระเงินค่าลงเรือไป 120 บาทสำหรับโดยสารเรือเที่ยวเดียวไปเกาะสองที่นั่งแล้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที
ก็มาถึงริเวณท่าเรือของอีกฟากนึงโดยปลอดภัย... แต่ใช่ว่ามาถึงเกาะแล้วจะสามารถหาที่พักได้เลย หากยังต้องนั่งรถสองแถวเล็ก
ต่อไปยังหาดที่ต้องการอีกทอดนึง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 15-20 กิโลแล้วแต่ความใกล้ไกล

หาดที่ใกล้ที่สุดคือ หาดทรายขาว.. ที่นี่จะเป็นช่วงที่มีบังกะโลและนักท่องเที่ยวชาวต่าวชาติมากที่สุดก็ได้
เนื่องจากทั้งความสะดวกสบายและความเจริญที่มีมาก มีอินเทอรืเนตให้ใช้ มี 7eleven ให้เลือกซื้อของ มีร้านอาหารเรียงรายอยู่ทั่วไป
สองข้างทาง ซึ่งต่างกับเมื่อ 4 ปีที่แล้วอย่างมาก

หาดต่อมาที่เป็นจุดหมายปลายทางของเราซึ่งเงียบและเป็นส่วนตัวกว่าหาดแรกมากคือ หาดคลองพร้าว ซึ่งครั้งนึงฉันและเพื่อนๆเคย
มาพักและติดใจกับบรรยากาศเงียบๆ เป็นธรรมชาติที่นี่..

ครั้งนี้ฉันจึงไม่รีรอที่จะกลับมาอีกครั้งที่

"เมจิกรีสอร์ท"

บรรยากาศโดยทั่วไปถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก มีเพียงบรรยากาศที่รู้สึกว่าต้นไม้ได้เสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ความรู้สึกเงียบสงบ
และเป็นส่วนตัวยังอยู่เปลี่ยน.. อาจเป็นเพราะนี่เป็นวันพฤหัสและเป็นช่วง "low season" ด้วยก็ได้
บ้านพักที่เราเลือกนี้เป็นบ้านหลังเดียวที่มีห้องน้ำในตัว แต่ราคาไม่แพงมากเกินไปเพราะช่วงนี้มีโปรโมชั่นส่วนลด 40%
จากราคา 500 B/คืนจึงเหลือแต่ 300 เท่านั้นซึ่งกำลังดีทีเดียวสำหรับเราสองคน

.......

ในช่วงเย็นสิ่งที่เป็นกิจกรรมที่คิดมาตั้งแต่กรุงเทพแล้วว่าจะต้องมาทำคือ.. เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเล่น
ซึ่งที่ที่เราไปเช่าก้ใกล้ๆนั้นเองคือหน้ารีสอร์ท .. ต่อรองราคากันสักพักก็ตกลงราคากันที่ 250 B/วัน คือเช่ามาตอน
4 โมงเย็นและมาคืนอีกทีประมาณ 6 โมงของอีกวันนึง ซึ่งจะพอดีที่เราจะอยู่ที่นี่ ..

เย็นนั้นเราก็เลยได้โอกาสพาอุ๊ไปขี่รถเล่นแล้วก้ไปเที่ยวดูหาดต่างๆ อย่างสนุกและสบายอารมณ์ จนมือจึงกลับเข้ามา
และหลับเป็นตาย เพราะความเหนื่อยจากการเดินทางและเที่ยวเล่น..

@@@@@@@@@@@@@@@

20 มิ.ย.

กว่าจะตื่นนอนก้ล่วงไปเกือบๆ 10 โมงเลยสำหรับวันนี้ ซึ้งเรามีโปรแกรมว่าจะต้องไปขี่รถเที่ยวให้รอบเกาะ พร้อมกับเก็บภาพสวยๆ
เอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีๆให้มากๆ เพราะโอกาสนานทีปีหนถึงจะได้มาเที่ยวแบบนี้กัน ..
เที่ยวแบบที่ไม่ต้องมีเรื่องงาน เรื่องกังวลใจใดๆมารบกวน มีแต่เราสองคนกับทะเล สายลม เสียงคลื่น แล้วก้ภูเขาเท่านั้น.....

วันนี้หลังจากตื่นและออกไปหาอะไรกินแล้วก็ออกเดินทางโดยขี่ขึ้นไปทางหาดทรายขาว แล้วก้เลียบทะเลไปเรื่อยๆ
ซึ่งระหว่างทางบางช่วงก็ค่อนข้างชันบางครั้งถึงกับต้องใช้เกียร์ 1 ขึ้นเขาก็มี ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ .. ปลอดภัยไว้ก่อน

ระหว่างทางก็มีชาวสวนที่นำผลไม้.. ลองกอง มังคุด ทุเรียนและเงาะ ออกมาขายเป็นระยะๆในราคาที่ไม่แพงมากคือ
มังคุดโลละ 15บ. เงาะ 2 โล15 บ. ทุเรียนโลละ 10 บ. แล้วก้ลองกองโลละ 35 บ. ทุเรียนกวนโลละ 100 บ.
โดยฉันซื้อ มังคุด ลองกอง อย่างละโล แล้วก็ทุเรียนกวนอีกครึ่งโล .. เป็นของหวานหลังอาหาร กินแบบสมใจอยากไปเลย

เย็นวันนี้อาหารเย็นของเราคือ ข้าวผัดปู ต้มยำทะเลกับ ปลากะพงแดงผัดคื่นช่าย.. กันกันจนอิ่มแปล้แล้วก็ขี่รถกลับไป
กะว่าจะมาดูพระอาทิตย์ตกน้ำซะหน่อย แต่เมฆเยอะยากจึงทำไม่มีโอกาสได้เห็น .. เสียดายจัง

@@@@@@@@@@@@@@@

21 มิ.ย.

วันนี้เป็นวันที่จะต้องกลับกรุงเทพแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่อยากกลับ แต่ก็ต้องกลับเพื่อมาทำหน้าที่ของตนเองซะที
ออกจากบังกะโลประมาณ 10 โมง รอรถสองแถวจนประมาณ 11 โมงกว่าๆถึงได้ขึ้นรถ ในสภาพที่เปียกพอสมควร
เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก.. แต่ไม่ยักจะทั่วเกาะ เพราะหลังจากนั่งรถมาสักครู่นึง ฝนที่เคยมีหาดคลองพร้าว
กลับไม่มีร่องรอยของฝนเลยที่หาดทรายขาว ..

และนี่ก็ได้เวลาที่จะโบกมือลาเกาะช้างและทริปส์สบายๆของเราซะที........


***********

ปล. วันนี้ (24) อีเมล์ kornfeb@hotmail.com พร้อม icq 84690344 ก็โดน hack ไปซะแล้ว
ทำให้ไม่สามารถออนไลน์ msn ได้เลยต้องไปสมัครใหม่เป็น febkorn@hotmail.com นะครับ
ใครที่เคยมีเราในลิสต์ก็ช่วยแอดหน่อยครับ เพราะไม่ได้ save Contact list ไว้เลย T-T เศร้าจาย

ปล.2 ใครที่ hack ไปช่วยเอามาคืนหน่อยเถอะครับ เอาไปวันนึงก้พอแล้ว เห็นใจกันหน่อย




ไปดู SexPhone มาแล้ว

หลังจากที่ทนทรมานกับความคิดถึงอยู่นานสองอาทิตย์เต็มๆ เมื่อวานแฟนเราก็กลับมาจากติมอร์เรียบร้อยแล้ว กลับมาอย่างสมบูรณ์ตัวอ้วนกลมเหมือนเดิมเป๊ะ ฮ่าๆ

แล้ววันนี้เราก็มีนัดกันเอารูปมาดูว่าไปติมอร์มีอะไรบ้าง .. กลับมาก็มีของฝากมาให้เราด้วยคือ Magnet จากบาหลี 2 อัน
อันนึงเป็นรูปคล้ายๆเทพอะไรซักอย่าง หน้าตาน่ากลัว กับอีกอันนึงเป็นรูปแมวน่ารักดี
คือแบบว่า ตอนนี้กำลังสะสม Magnet อยู่น่ะ แต่ขอโทษ.. ยังไม่ได้ซื้อเองเลย มีแต่เค้าซื้อให้หล่ะ (ก็เป็นคำตอบเวลาถามว่า.. จะฝากซื้ออะไรหรือเปล่า หุหุ)

พูดถึงหนังเรื่องเซ็กส์โฟน.. ชอบมากๆเรื่องนี้ อย่างนึงคือนางเอกน่ารักน่าหยิกสุดๆ พระเอกเราก็ใช่ย่อยเล่นได้ดีเหมือนกัน
เรื่องของรักใสๆ แบบอารมณ์พระเอกนางเอก ไม่ถูกกัน แต่สุดท้ายรักกันก็ดูเหมือนจะธรรมดา แต่เรื่องนี้ได้พระเอกกับนางเอกที่ลงตัวมากๆ .. โอ้ย.. ชอบๆๆ พอลล่าน่ารักมากมาย ตกหลุมรักๆ อิอิ

ช่วงนี้เรากำลังมีโปรเจคใหม่ที่จะทำคือ.. ทำหนังสือทำมือจากไดอารี่
แบบว่าอยากจะเปิดรับทำให้กับสมาชิก แต่ที่หนักใจที่สุดคือตอนนี้มาดูต้นทุนแล้วแพงพอสมควรเลยสำหรับหนังสือเล่มนึงคือ
100 หน้าเนี่ยตกอยู่ราวๆ 250-350 บาททีเดียวอันนี้ไม่ได้โม้อ่ะ

โดยขนาดกระดาษที่เราทดลองทำเนี่ยเป็น A5 คือครึ่งหนึ่งของ A4 ..
เริ่มจากต้อง copy Text มาจากไดอารี่ก่อน คือต้นฉบับเนี่ยน่าจะประมาณ 40-50 หน้า A4 Word น่ะ
หลังจากนั้นก็เอามาใส่ Word ให้ได้สัก 40-50 หน้า จากนั้นก็ทำ 2 คอลัมน์และ เคาะ space bar ใส่เพื่อให้ตัดคำได้
จากนั้นก็ copy ไปใส่ใน PageMaker ซึ่งในขั้นตอนตัดคำ จัดคำกับจัดหน้าทำ layout ใน Page Maker เนี่ยยากมาที่สุด
ที่บอกว่ายากเพราะว่าจะต้องมานั่งดูทีละบรรทัด เพื่อให้ตัวอักษรออกมาดูสวยแล้วก็ตัวไม่ซ้อนกัน ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน - 1วัน
หลังจากจัดหน้าเสร็จแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำ Booklet ใน PageMaker หลังจากนั้นก็ Print ออกมาโดยต้องทำทีละแผ่นเพราะ
เป็นการพิมพ์หน้า-หลัง มันจะออกมาเป็นปึกละ 16 หน้าพอดี เอาไว้สำหรับเย็บด้ายต่อไป

หลังจากได้ต้นฉบับออกมาแล้วก็จะทำการตัดกระดาษแข็งขาว (ประมาณ 100ปอนด์ up หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียน)
เพื่อทำปกหน้าหลัง แต่จะตัดธรรมดาไม่ได้จะต้องมีการลงสี หลังจากแห้งแล้วก็จะต้องแปะทับด้วยสติกเกอร์ใส กรีดขอบออกให้พอดี
หลฃังจากนั้นก็เย็บแต่ละปึกเข้าด้วยกันกับปกที่เตรียมไว้ โดยเป็นการเย็บมือด้วยด้าย cotton ที่เคลือบด้วยขี้ผึ้งเพื่อความทนทาน
อายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งตอนเย็บก็ยากเหมือนกัน ซึ่งจะไม่เหมือนกับที่โรงพิมพ์เย็บนะ อันนี้สะดูสวยแล้วก็อาร์ทกว่ามาก
หลังจากเย็บเสร็จก็เป็นอันเสร็จงาน ได้หนังสือที่เป็นของเราเองออกมาเล่มนึง

มานั่งคิดๆดูบางทีวันนึงอาจจะทำได้เล่มนึง แต่ที่ยากกว่านั้นคือจะมีใครสั่งทำหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะมานแพงมากๆ

@@@@@@@@@@@@@@

คืนนี้เราก็เลยมานั่ง copy ไดอารี่วันเก่าๆของเรามาใส่ Word กะว่าพรุ่งนี้จะลองทำดูก่อนสักเล่มยึงสัก 100 หน้า
.. ส่วนตอนนี้ง่วงจัง ไปนอนดีกว่า

กู๊ดไนท์ครับ




จดหมายถึงสาวติมอร์ #3

วันนี้เป็นวันที่4 แล้วที่เธอไม่อยู่.. (เราก็ยังคงคิดถึงเธอเช่นเคย)

วันนี้เราก็ไปคุยกับ Unicef อย่างที่เขียนเล่าในจดหมายฉบับก่อน เรื่องที่จะมีเว็บของ Unicef Thailand ซะที.. วันนี้เราแต่งตัวค่อนข้างเรียบร้อยมาก คือเอาเสื้อเชิร์ตสีเขียวแขนยาวกับกางเกงสแล๊ค รองเท้าหนัง.. คนที่ไปคุยด้วยชื่อ คุณพิชญา เป็นผู้หญิงมีอายุที่น่ารักมากๆ คุยน่ารักดีแล้วก็เป็นกันเอง.. พี่ฉึ่งที่ไปกับเราด้วยตื่นเต้นใหญ่เลยที่จะได้ทำเว็บองค์กรระดับนี้ พี่เค้าก็ไปเปิดเว็บ Unicef ของที่โน่นที่นี่ ประเทศโน้น ประเทศนี้ดูใหญ่เลย แล้วแกก็เริ่มมีไอเดียแล้วด้วย.. ทำงานกับมืออาชีพมานก็ดีอย่างนี้แล คือไม่ต้องบอกอะไรมาก ไม่เหนื่อยไม่ปวดหัว

วันนี้ขากลับเราก็ไปแวะสัมเพ็งกับพี่นุ้ยก่อนแล้วก็น้องอีกคนนึงชื่อฝน (ที่เพิ่งเลิกกับนายเดี่ยว พี่นุ้ยบอก) ก็ได้ไปซื้อเข็มกับด้ายเอามาเย็บสมุด.. จะบอกว่าเราซื้อเผื่อเธอด้วยนะ เด๋วกลับมาเมื่อไหร่เราจะสอนให้นะ อิอิ ขอค่าจ้างเป็นหอมแก้มสักฟอดสองฟอด

ที่จริงมีอีกเรื่องนึงที่เป็นข่าวร้ายทำให้เราใจเสียพอสมควร ถึงกับเป๋ไปเลยแหละ.. ที่จริงพี่นุ้ยว่าไม่อยากให้กรเล่า พี่เค้าจะเป็นคนเล่าเอง แต่กรทนไม่ไหวแล้ว ต้องเล่าให้ได้

เรื่องก็คือก่อนที่เราจะคุยกับคุณพิชญาเนี่ย พี่นุ้ยเค้าเข้ามาคุยกับคุณเทรซ่าก่อน เรื่องงบเรื่องแผนของ YIY นั่นแหละ แล้วก็เป็นข่าวร้ายด้วยว่า.. เค้ามีนโยบายที่จะไม่สนับสนุนเป็นเงินเดือนและจะไม่ให้เงินเดือนใคร พูดง่ายๆก็คือเค้าตัดงบส่วนที่เป็นค่าตอบแทนออกหมด รวมทั้งส่วนของเว็บด้วย แล้วยังให้ลดระยะเวลาเหลือ 6 เดือนเท่านั้น.. งบจาก 1.7 ล้านลงมาเหลือ 6 แสนอ่ะ..

ตอนที่เราฟังนี่รู้สึกงงมากๆแล้วก็ทำเราเป๋ไปเลยจริงๆเพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลว่าต้องวางแผนกันใหม่อีกแล้ว.. แต่สิ่งแรกที่ต้องคิดเลยคือ จะทำ.. หรือไม่ทำ?
แล้วทีมเว็บก็ไม่รู้ว่าจะมีต่อไปหรือเปล่า.. อีกอันนึงที่ทำเราเครียดเลยคือเรื่องเงินเนี่ยแหละ เพราะถ้าไม่ได้เวินก้อนนี้มาช่วยบ้างเราคงต้อง short อย่างแรงเลยทีเดียว เนื่องมาจาก เดือนนี้ถึงกำหนดที่จะต้องจ่ายค่าวางเซอร์เวอร์ 3 เดือย 2800*3=8400 บวกกับ ค่าเช่าเครื่องรายเดือนที่ต้องจ่ายให้เพื่อนเดือยละ 3000 รวม 3000*3=9000 ไม่ short ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว.. ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ ประมาณ หมื่นนึงเอง.. แต่กำลังจะได้จาก Impaqads ประมาณ 3พัน แล้วก็จาก Hosting 2พัน เฮ่อ..

อ่านแล้วอย่าเพิ่งเครียดไปมากนะทำใจดีๆไว้ก่อนเพราะทุกอย่างมีทางแก้ไข

ที่เขียนมาเล่าให้ฟังเพราะไม่รู้จะไประบายกับใครแล้วยิ่งเรื่องเงินๆทองๆนี้ เวลามีปัญหาก็ไม่เห็นมีใครที่ไหนอยากฟังหรืออยากจะช่วยสักเท่าไหร่...

.....

เขียนเล่าความอึดอัดใจของเรามานาน.. ถามถึงเธอบ้างดีกว่าเป็นไงบ้าง..
กับข้าวอร่อยไหม.. นอนหลับไหม.. เหนื่อยไหม..

เราคิดถึงเธอจริงๆเลยแหละเมื่อไหร่จะกลับมาสักทีนะ........

เวลาเดินไปไหนหรือกินอะไรก็คิดถึงไปหมดเลยแหละ เชื่อป่าว.. เรานี่มันบ้าจิงๆเลย ไม่อยู่แค่ไม่กี่วันเอง แต่เราเพิ่งรู้ตัวเองว่าเวลาไม่มีเธอออยู่ เราเองก็อ่อนแออยู่เหมือนกัน (โดยเฉพาะช่วงนี้)

.....

นี่มีผ้ากองโตยังไม่ได้ซักเลย.. พรุ่งนี้เพิ่งจะได้อยู่ว่างๆเองในสัปดาห์นี้คงต้องรับๆซักแล้วก็กวาดบ้านถูบ้านซะบ้าง


* อีก 10 วันเธอจะกลับมาแล้ว..


คิดถึงเธอนะ

กร


Rainny s day

สวัสดี ไดอารี่

เมื่อวานนี้วันฝนตก ..
ตอนเช้าฉันตื่นมาประมาณสัก 10 โมงกว่าๆเห็นจะได้ อาบน้ำ เอาผ้าไปซัก กินข้าวเสร็จกับมาเอาผ้าไปตาก
แล้วก็แต่งตัวออกไปเซ็นทรัล เพราะจะไปเจอเพื่อนๆ เจอเมย์ เจอออม เจอโจ๋ เจอจ๋า เจออุ๋ม เจอก้อย เจอเป้ เจอบัวแล้วก็แฟนบัว
นัดเจอกันที่ สตาร์บัค แล้วก็เอาหนังสือไดอารี่ทำมือของเราไปให้เป็นของขวัญวันเกิด ออม* ด้วย
อยู่สตาร์บัคกันสักพักใหญ่ๆ พวกผู้หญิงก็เมาส์กันสุดยอด เราก็ เหอๆ อัปเดทข่าวสารในวงการไดอารี่

เสร็จจากที่นี่ก็ไปต่อกันที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม ที่อยู่ใน Food village ของเซ็นทรัลลากพร้าว..
ซึ่งเราขอบทำเลแล้วก้การตกแต่งของ Food village มากๆเลย สวยดีแล้วก็ดูดีมากๆน่าไปนั่งจัง ไปึงก็ต่างคนต่างสั่ง
ที่จริงเราเพิ่งเคยกินหล่ะ ร้านเนี่ยอ่ะ เพราะเมเจอร์รัชโยธินแถวๆบ้านไม่มีก็เลยไม่ค่อยได้กิน เอ.. หรือมีหว่า
แต่รวมๆแล้วอาหารอร่อยอ่ะแล้วก็ไม่แพงด้วย น่านั่งมากๆ ว่างๆจะพาคนรู้ใจมานั่งบ้างหล่ะ

มาเซ็นทรัลคราวนี้ได้หนังสือ จาวาสคริปส์มาเล่มนึง แล้วก็กระดาษกะเอามาทำปกสมุด แล้วก้เทป "Black Album"
ที่อยากได้มาหลายวันแล้วเพราะว่ามัน "เพราะดี" จริงๆนะ

กว่าจะได้แยกย้ายกันจริงๆก็เกือบๆจะ 6 โมง.. ก่อนกลับบ้านเราก็แวะไปซื้อชั้นใส่ของที่โลตัสก่อน พอซื้อเสร็จปรากฎว่าฝนตกหนักสุดๆ กลับบ้านไม่ได้ แท๊กซี่ก็ไม่มี.. ต้องรอจนฝนซาๆแล้วก็หิ้วของไปโบกแท๊กซี่ฝั่งตรงข้าง ซึ่งกว่าจะได้ก็ เปียกแล้วเปียกอีก
คนขับรถนิสัยแย่ๆก็ ไม่ค่อบชะลอความเร็วตรงป้ายรถเมล์ น้ำกระเด็นเปียกอยู่ประมาณ 2 รอบ
แต่ในที่สุดก็กลับบ้านมาได้เหนื่อยๆมาก

พอตกดึกๆ อุ๊ sms มาว่าถ้ายังไม่นอนให้โทรกลับด้วย แต่เรากำลังนั่งเขียนงานอยู่ก็เลยรอแป๊ปนึงแล้วโทรกลับ
แต่บังเอิญว่าเมื่อวานเราค่อนข้างเครียด พอคุยกันไปได้ไม่เท่าไหร่เราเครียดๆจนน้ำเสียงเหมือนโกรธ ที่เค้าถามโน่นถามนี่มากๆ
จนในที่สุดก้คุยต่อไม่ได้ ไม่เข้าใจกันอีก.. เฮ่อเหนื่อย

แต่สุดท้ายก็ดีกันแหละ.. เป็นอย่างงี้ประจำ


ไปเกาะช้าง

ต้องเกริ่นก่อนว่า เกาะช้างเนี่ยจริงๆแล้วเคยไปมาครั้งนึงแล้ว ประมาณตอนปี1 ช่วงปิดเทอม ไปกับเพื่อนๆ
แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้ทำไดอารี่ก้เลยไม่ได้บันทึกไว้..

แต่คราวนี้รู้สึกว่าแพลนกันสองคนว่าจะไปกันตั้งแต่ปีใหม่แล้ว จนถึงวันพุธที่แล้ว (18 มิ.ย.46) ถึงได้โอกาสเหมาะจริงๆ
ก็เลยตัดสินใจไปกัน(ซะที).. ที่จริงก็ไม่เชิงเหมาะหรอก เพราะว่าอุ๊ต้องปลีกตัวไปพอสมควร กับการงานที่มี
ส่วนฉันก็สบายๆอยู่แล้ว เพราะไม่มีการมีงานอะไรเป็นประจำ จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามสะดวกอยู่แล้ว

วันที่จะไปนี่ค่อนข้างยุ่งมากๆ เพราะฉันต้องออกไปซื้อตั๋วไว้ก่อนช่วงประมาณบ่ายๆ
เป็นตั๋วไปกลับ 2 ที่นั่ง ราคา 714 บาท .. ในตั๋วบอกวารถจะออกเวลา 23.30 น.

จากนั้นก็ไปเรียนเย็บสมุดกับพี่นุ้ยที่สยาม กว่าจะเสร็จก็ประมาณ 6 โมงกว่าๆ ค่อนข้างเย็นมากแล้ว
จากนั้นก็รีบกลับไปพร้อมกับไปซื้อของ ซื้อขนมที่อยากกิน เตรียมไว้เป็นเสบียง

ทริปส์ครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไปสัก 3 วันกับ 2 คืน

@@@@@@@@@@@@@@

และแล้วเช้ามืดวันที่ 19 เราก็เดินทางกันมาถึงท่ารถในตัวเมืองตราด ซึ่งเช้ามากๆๆ ตีสี่กว่าๆเอง
ลืมตาตื่นด้วยความรู้สึก อยากจะนอนต่อมากๆ.. ขยี้ๆตาแล้วก็จำใจต้องลงจากรถเพราะถ้าไม่ลงก็คงโดนเตะลงมาแน่ๆ..
หลังจากลงมาก้เจอประมาณว่า ลุงคนขับสองแถวชักชวนให้ขึ้นรถไปเกาะ แต่ตอนนั้นยังตีสี่กว่าก็ไม่รู้จะรีบไปทำไม
ยังไงก็ต้องรอ.. กว่าเรือจะออกก็ปาเข้าไป 6 โมงครึ่ง

จะว่าหิวก็ไม่หิวเท่าไหร่นะ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเดินไปทางข้างๆตลาด ไปเจอร้านขายต้มเลือดหมู..
เราก็เลยแวะกินซะหน่อย เป็นการเติมพลังให้ท้องอิ่ม กับฆ่าเวลาได้พอสมควร + ได้เห็นบรรยากาศที่คนนอนดึกตื่นสาย
อย่างฉันยากที่จะได้เห็นคือ ตลาดตอนเช้ามืด ..

เสียง เจาะแจะๆ ของน้ำที่ตกกระทบหลังคาสังกะสีและผ้าในดังไม่ขาด ในยามนี้ถึงแม้ฝนจะไม่ตกหนัก
แต่ก็ต่อเนื่องและไม่มีท่าที่ว่าจะหยุดเมื่อไร บริเวณตลาดเวลานี้จึงชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่ก็หาทำให้บรรยากาศความวุ่นวาย
ในตลาดสดลดลงไปไม่..

หลังจากอิ่มกับอาหารเช้ามือแรกของวันนี้แล้ว ก็ได้เวลาที่จะได้เดินทางต่อ เพื่อไปยังท่าเรือ.. ประตูสู่เกาะทะเลตะวันออก
นามว่าเกาะช้างซะที

.......

หลังจากชำระเงินค่าลงเรือไป 120 บาทสำหรับโดยสารเรือเที่ยวเดียวไปเกาะสองที่นั่งแล้ว ใช้เวลาอีกประมาณ 20 นาที
ก็มาถึงริเวณท่าเรือของอีกฟากนึงโดยปลอดภัย... แต่ใช่ว่ามาถึงเกาะแล้วจะสามารถหาที่พักได้เลย หากยังต้องนั่งรถสองแถวเล็ก
ต่อไปยังหาดที่ต้องการอีกทอดนึง ซึ่งห่างออกไปประมาณ 15-20 กิโลแล้วแต่ความใกล้ไกล

หาดที่ใกล้ที่สุดคือ หาดทรายขาว.. ที่นี่จะเป็นช่วงที่มีบังกะโลและนักท่องเที่ยวชาวต่าวชาติมากที่สุดก็ได้
เนื่องจากทั้งความสะดวกสบายและความเจริญที่มีมาก มีอินเทอรืเนตให้ใช้ มี 7eleven ให้เลือกซื้อของ มีร้านอาหารเรียงรายอยู่ทั่วไป
สองข้างทาง ซึ่งต่างกับเมื่อ 4 ปีที่แล้วอย่างมาก

หาดต่อมาที่เป็นจุดหมายปลายทางของเราซึ่งเงียบและเป็นส่วนตัวกว่าหาดแรกมากคือ หาดคลองพร้าว ซึ่งครั้งนึงฉันและเพื่อนๆเคย
มาพักและติดใจกับบรรยากาศเงียบๆ เป็นธรรมชาติที่นี่..

ครั้งนี้ฉันจึงไม่รีรอที่จะกลับมาอีกครั้งที่

"เมจิกรีสอร์ท"

บรรยากาศโดยทั่วไปถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก มีเพียงบรรยากาศที่รู้สึกว่าต้นไม้ได้เสื่อมโทรมไปบ้าง แต่ความรู้สึกเงียบสงบ
และเป็นส่วนตัวยังอยู่เปลี่ยน.. อาจเป็นเพราะนี่เป็นวันพฤหัสและเป็นช่วง "low season" ด้วยก็ได้
บ้านพักที่เราเลือกนี้เป็นบ้านหลังเดียวที่มีห้องน้ำในตัว แต่ราคาไม่แพงมากเกินไปเพราะช่วงนี้มีโปรโมชั่นส่วนลด 40%
จากราคา 500 B/คืนจึงเหลือแต่ 300 เท่านั้นซึ่งกำลังดีทีเดียวสำหรับเราสองคน

.......

ในช่วงเย็นสิ่งที่เป็นกิจกรรมที่คิดมาตั้งแต่กรุงเทพแล้วว่าจะต้องมาทำคือ.. เช่ามอเตอร์ไซค์ขับเล่น
ซึ่งที่ที่เราไปเช่าก้ใกล้ๆนั้นเองคือหน้ารีสอร์ท .. ต่อรองราคากันสักพักก็ตกลงราคากันที่ 250 B/วัน คือเช่ามาตอน
4 โมงเย็นและมาคืนอีกทีประมาณ 6 โมงของอีกวันนึง ซึ่งจะพอดีที่เราจะอยู่ที่นี่ ..

เย็นนั้นเราก็เลยได้โอกาสพาอุ๊ไปขี่รถเล่นแล้วก้ไปเที่ยวดูหาดต่างๆ อย่างสนุกและสบายอารมณ์ จนมือจึงกลับเข้ามา
และหลับเป็นตาย เพราะความเหนื่อยจากการเดินทางและเที่ยวเล่น..

@@@@@@@@@@@@@@@

20 มิ.ย.

กว่าจะตื่นนอนก้ล่วงไปเกือบๆ 10 โมงเลยสำหรับวันนี้ ซึ้งเรามีโปรแกรมว่าจะต้องไปขี่รถเที่ยวให้รอบเกาะ พร้อมกับเก็บภาพสวยๆ
เอาไว้เป็นความทรงจำที่ดีๆให้มากๆ เพราะโอกาสนานทีปีหนถึงจะได้มาเที่ยวแบบนี้กัน ..
เที่ยวแบบที่ไม่ต้องมีเรื่องงาน เรื่องกังวลใจใดๆมารบกวน มีแต่เราสองคนกับทะเล สายลม เสียงคลื่น แล้วก้ภูเขาเท่านั้น.....

วันนี้หลังจากตื่นและออกไปหาอะไรกินแล้วก็ออกเดินทางโดยขี่ขึ้นไปทางหาดทรายขาว แล้วก้เลียบทะเลไปเรื่อยๆ
ซึ่งระหว่างทางบางช่วงก็ค่อนข้างชันบางครั้งถึงกับต้องใช้เกียร์ 1 ขึ้นเขาก็มี ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากๆ .. ปลอดภัยไว้ก่อน

ระหว่างทางก็มีชาวสวนที่นำผลไม้.. ลองกอง มังคุด ทุเรียนและเงาะ ออกมาขายเป็นระยะๆในราคาที่ไม่แพงมากคือ
มังคุดโลละ 15บ. เงาะ 2 โล15 บ. ทุเรียนโลละ 10 บ. แล้วก้ลองกองโลละ 35 บ. ทุเรียนกวนโลละ 100 บ.
โดยฉันซื้อ มังคุด ลองกอง อย่างละโล แล้วก็ทุเรียนกวนอีกครึ่งโล .. เป็นของหวานหลังอาหาร กินแบบสมใจอยากไปเลย

เย็นวันนี้อาหารเย็นของเราคือ ข้าวผัดปู ต้มยำทะเลกับ ปลากะพงแดงผัดคื่นช่าย.. กันกันจนอิ่มแปล้แล้วก็ขี่รถกลับไป
กะว่าจะมาดูพระอาทิตย์ตกน้ำซะหน่อย แต่เมฆเยอะยากจึงทำไม่มีโอกาสได้เห็น .. เสียดายจัง

@@@@@@@@@@@@@@@

21 มิ.ย.

วันนี้เป็นวันที่จะต้องกลับกรุงเทพแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่อยากกลับ แต่ก็ต้องกลับเพื่อมาทำหน้าที่ของตนเองซะที
ออกจากบังกะโลประมาณ 10 โมง รอรถสองแถวจนประมาณ 11 โมงกว่าๆถึงได้ขึ้นรถ ในสภาพที่เปียกพอสมควร
เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก.. แต่ไม่ยักจะทั่วเกาะ เพราะหลังจากนั่งรถมาสักครู่นึง ฝนที่เคยมีหาดคลองพร้าว
กลับไม่มีร่องรอยของฝนเลยที่หาดทรายขาว ..

และนี่ก็ได้เวลาที่จะโบกมือลาเกาะช้างและทริปส์สบายๆของเราซะที........


***********

ปล. วันนี้ (24) อีเมล์ kornfeb@hotmail.com พร้อม icq 84690344 ก็โดน hack ไปซะแล้ว
ทำให้ไม่สามารถออนไลน์ msn ได้เลยต้องไปสมัครใหม่เป็น febkorn@hotmail.com นะครับ
ใครที่เคยมีเราในลิสต์ก็ช่วยแอดหน่อยครับ เพราะไม่ได้ save Contact list ไว้เลย T-T เศร้าจาย

ปล.2 ใครที่ hack ไปช่วยเอามาคืนหน่อยเถอะครับ เอาไปวันนึงก้พอแล้ว เห็นใจกันหน่อย




ไปดู SexPhone มาแล้ว

หลังจากที่ทนทรมานกับความคิดถึงอยู่นานสองอาทิตย์เต็มๆ เมื่อวานแฟนเราก็กลับมาจากติมอร์เรียบร้อยแล้ว กลับมาอย่างสมบูรณ์ตัวอ้วนกลมเหมือนเดิมเป๊ะ ฮ่าๆ

แล้ววันนี้เราก็มีนัดกันเอารูปมาดูว่าไปติมอร์มีอะไรบ้าง .. กลับมาก็มีของฝากมาให้เราด้วยคือ Magnet จากบาหลี 2 อัน
อันนึงเป็นรูปคล้ายๆเทพอะไรซักอย่าง หน้าตาน่ากลัว กับอีกอันนึงเป็นรูปแมวน่ารักดี
คือแบบว่า ตอนนี้กำลังสะสม Magnet อยู่น่ะ แต่ขอโทษ.. ยังไม่ได้ซื้อเองเลย มีแต่เค้าซื้อให้หล่ะ (ก็เป็นคำตอบเวลาถามว่า.. จะฝากซื้ออะไรหรือเปล่า หุหุ)

พูดถึงหนังเรื่องเซ็กส์โฟน.. ชอบมากๆเรื่องนี้ อย่างนึงคือนางเอกน่ารักน่าหยิกสุดๆ พระเอกเราก็ใช่ย่อยเล่นได้ดีเหมือนกัน
เรื่องของรักใสๆ แบบอารมณ์พระเอกนางเอก ไม่ถูกกัน แต่สุดท้ายรักกันก็ดูเหมือนจะธรรมดา แต่เรื่องนี้ได้พระเอกกับนางเอกที่ลงตัวมากๆ .. โอ้ย.. ชอบๆๆ พอลล่าน่ารักมากมาย ตกหลุมรักๆ อิอิ

ช่วงนี้เรากำลังมีโปรเจคใหม่ที่จะทำคือ.. ทำหนังสือทำมือจากไดอารี่
แบบว่าอยากจะเปิดรับทำให้กับสมาชิก แต่ที่หนักใจที่สุดคือตอนนี้มาดูต้นทุนแล้วแพงพอสมควรเลยสำหรับหนังสือเล่มนึงคือ
100 หน้าเนี่ยตกอยู่ราวๆ 250-350 บาททีเดียวอันนี้ไม่ได้โม้อ่ะ

โดยขนาดกระดาษที่เราทดลองทำเนี่ยเป็น A5 คือครึ่งหนึ่งของ A4 ..
เริ่มจากต้อง copy Text มาจากไดอารี่ก่อน คือต้นฉบับเนี่ยน่าจะประมาณ 40-50 หน้า A4 Word น่ะ
หลังจากนั้นก็เอามาใส่ Word ให้ได้สัก 40-50 หน้า จากนั้นก็ทำ 2 คอลัมน์และ เคาะ space bar ใส่เพื่อให้ตัดคำได้
จากน